“ดอลลาร์” แนวโน้มอ่อนค่า...ปัจจัยหนุน “ทองคำ” ทะยานต่อ !!!
Where2put Ur Money: ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อนๆ นักลงทุนน่าจะได้เห็นการ “ปรับฐาน” ลงของ “ราคาทองคำ” ที่รุนแรง หลังจากวิ่งขึ้นมาต่อเนื่องตลอดทั้งปี พร้อมกับค่าเงินดอลลาร์ที่เริ่มแข็งค่าขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ทองคำจะ “จบรอบ” หรือเป็นเพียงจังหวะ “พักฐาน” ในระยะสั้นเพื่อที่จะปรับตัวขึ้นต่อในระยะยาว
ในระยะสั้น ปัจจัยที่กำหนดทิศทางราคาทองคำนั้นมีหลายด้าน ทั้งนโยบายการเงิน การคลังของสหรัฐฯ ที่ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ เงินเฟ้อที่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง รวมถึงปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามการค้า หรือสถานการณ์ความตึงเครียดในยุโรป และแม้กระทั่ง “คำพูด” ของผู้นำระดับโลก โดยเฉพาะ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่มักทำให้ตลาดผันผวนได้เพียงข้ามคืน
“จึงไม่แปลกที่ราคาทองคำในช่วงนี้จะเคลื่อนไหวตามข่าวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้นักลงทุนส่วนใหญ่มักเลือกใช้เครื่องมือทางเทคนิคเพื่อหาสัญญานการซื้อ-ขายในระยะสั้นที่รวดเร็ว แทนการคาดการณ์จากปัจจัยพื้นฐาน”
แต่หากมองในภาพระยะยาว การคาดการณ์จากปัจจัยเชิงพื้นฐาน จะทำให้เราเห็น “เทรนด์” ได้ชัดขึ้น โดยเราสามารถวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อ “ค่าเงินดอลลาร์” ควบคู่ไปด้วย เพราะทั้ง “ทอง” และ “ค่าเงินดอลลาร์” มักเคลื่อนไหว “สวนทางกัน” หากดอลลาร์แข็งขึ้น ทองจะลง และหากดอลลาร์อ่อนลง ทองมักจะวิ่งขึ้น โดยทองคำและดอลลาร์มีค่า “สหสัมพันธ์” (Correlation) ที่สูงถึงราว 0.7–0.8 ดังนั้น การประเมินทิศทางของดอลลาร์จึงเท่ากับเป็นการคาดการณ์ราคาทองคำเช่นกัน โดยมีหลายปัจจัยที่ผมจะมาชวนทุกท่านวิเคราะห์กันสั้นๆ

ปัจจัยแรก คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แม้ยังแข็งแรง แต่เริ่มมีสัญญาณเปราะบางจากปัญหาการเมืองภายใน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการ “ปิดหน่วยงานรัฐ” (Government Shutdown) ที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและภาคธุรกิจ แม้ตัวเลขเศรษฐกิจจะยังดูดี แต่ตลาดเริ่มมองว่า “เศรษฐกิจดี” ไม่ได้หมายความว่า “ดอลลาร์ต้องแข็ง” อีกต่อไป เพราะในอดีต ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เคยเป็นปัจจัยบวกต่อดอลลาร์ แต่ในยุคที่ความเสี่ยงส่วนใหญ่เกิดจากภายในประเทศ ทั้งการตั้งกำแพงภาษีที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อตลาด ปัญหาทางการเมือง การตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) และภาระหนี้สหรัฐฯ ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
“ทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามว่า ‘ดอลลาร์ยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจริงหรือไม่’ และเมื่อความไม่แน่นอนมาจากเจ้าของสกุลเงินเอง ก็ไม่แปลกที่นักลงทุนจะเริ่มต้องการกระจายการลงทุนออกจากเงินดอลลาร์”
ปัจจัยถัดมา คือ นโยบายการเงินของ Fed ที่เปลี่ยนจากโหมด “เข้มงวด” มาสู่ “ผ่อนคลายแบบระมัดระวัง” ตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง (รวม 0.5%) ภายในสิ้นปีนี้ และอาจลดต่อเนื่องจนถึง 3.0% ในปีหน้า ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นจะค่อยๆ แคบลง เป็นแรงกดดันระยะยาวต่อค่าเงินดอลลาร์ และในทางกลับกัน ทองคำจะได้แรงหนุนจาก “อัตราดอกเบี้ยจริง” (Real Yield) ที่ลดลง ทำให้ต้นทุนการถือครองทองต่ำลง ส่งผลให้ทองคำจะยังคงมีความน่าสนใจ
“นอกจากนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติที่เคยหลั่งไหลเข้าหาสินทรัพย์สหรัฐฯ ตลอดปี 2024–2025 ก็มีโอกาสที่จะชะลอตัวลง เนื่องจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ในระดับที่ Valuation ค่อนข้างสูง ด้าน Bond Yield ก็ต่ำลงตามแนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐฯ และสภาพคล่องในระบบที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากธนาคารกลางกว่า 80% ในโลกอยู่ในโหมด ‘ลดดอกเบี้ย’ ทำให้เงินทุนมหาศาลมีโอกาสไหลไปหาในสินทรัพย์อื่นๆ อย่างเช่น ตลาดหุ้นเกิดใหม่ หรือ ทองคำ”
ในช่วงที่เหลือของปีนี้จนถึงปีหน้า “ดอลลาร์” อาจจะไม่ได้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว แต่จะค่อยๆ สูญเสียความได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากภาระหนี้ที่สูงและนโยบายที่ไม่แน่นอน ขณะที่ “ทองคำ” ได้แรงหนุนจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงและความเชื่อมั่นที่ลดลงต่อสกุลดอลลาร์ จึงมีแนวโน้มกลับมาเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกให้น้ำหนักกันมากขึ้น
ผมมองว่าการเคลื่อนไหวของทองคำในระยะถัดไปไปจะเป็นการ “ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” มากกว่าการพุ่งขึ้นแรงๆ เหมือนกับในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพราะแรงซื้อในช่วงที่ผ่านมาเกิดจากกระแส “เก็งกำไร” เป็นหลัก การ “พักฐานระยะสั้น” จึงถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ และอาจเป็นจังหวะดีในการ “ทยอยสะสม” เพื่อลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อราคาทองปรับย่อลงมา 2–5%
ส่วนผู้ที่ต้องการลงทุนระยะสั้น แนะนำให้มี “ความระมัดระวัง” มากขึ้น เพราะสินทรัพย์ใดก็ตามที่ปรับตัวขึ้นมาจาก “แรงเก็งกำไร” ความผันผวนจะสูงขึ้นเรื่อยๆ หากต้องการเก็งกำไรก็ควรจะมีจุด “Stop Loss” ที่ชัดเจน และ “แบ่งสัดส่วน” การลงทุนให้ดี
