เลือกกลยุทธ์ลงทุนให้ “ถูกสไตล์” ตัวเอง...และ “ตอบโจทย์” กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป !!!

“เริ่มต้นเดือน ก.ย. และก็เป็นการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุม (อีกครั้ง) จากรัฐบาล มีการผ่อนคลายกิจกรรมเศรษฐกิจบางส่วน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในระยะจากนี้ไป ‘ตลาดหุ้นไทย’ เองก็ได้แรงหนุนจากเรื่องนี้รวมถึงจากปัจจัยต่างประเทศด้วยเช่นกัน แต่ก็ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นบนสถานการณ์ที่ยังไม่แน่นอน แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าการเปิดเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบจะมาถึง”


หากพิจารณาแนวโน้มว่าจะเปิดเมืองและเศรษฐกิจได้มากขึ้นกว่านี้เมื่อใดและขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง  “KTBSTSEC” ได้ทำการศึกษาและประเมินไว้ ดังนี้


กรณีที่ 1: Best case มีการฉีดวัคซีนเข็มแรกเฉลี่ยเดือนละ 550,000 คนต่อวัน คาดว่าจะสามารถเปิดประเทศได้ตามเป้าหมายของภาครัฐภายในวันที่ 15 ต.ค. 2564 กรณีนี้มี ‘ความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย’ เนื่องจากปัจจุบันมีอัตราการฉีดเข็มแรกเฉลี่ยเพียงเดือนละ 313,00 รายต่อวัน


กรณีที่ 2: Base case ฉีดวัคซีนเข็มแรกเฉลี่ยเดือนละ 350,000 คนต่อวัน คาดว่าจะเปิดประเทศล่าช้าออกไป 1 เดือน เป็นช่วงวันที่ 15 พ.ย. 2564


กรณีที่ 3: Worst case มีฉีดวัคซีนเข็มแรกเฉลี่ยต่อเดือนแค่ 250,000 คนต่อวัน การเปิดประเทศและเศรษฐกิจจะล่าช้าออกไป 2 เดือน เป็นช่วงวันที่15 ธ.ค. 2564


“จากการประเมินสรุปของ KTBST SEC โดยอ้างอิงสมมติฐานเป้าหมายการฉีดวัคซีนเข็มแรก (เฉพาะ Sinovac และ Astrazeneca) ที่ต้องคลอบคลุมประชากร 50 ล้านคน คาดว่าเราจะเริ่มเห็น ‘การเปิดเมือง’ เพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ในเดือน ก.ย. 2564 นี้และเปิดประเทศได้ช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. 2564 จากจำนวนผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วกลับบ้านเริ่มสูงขึ้นกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่และแนวโน้มอัตราการตรวจพบผู้ติดเชื้อที่ลดลง”





ทั้งนี้การผ่อนคลายมาตรการ lockdown ในเดือน ก.ย. นี้ ช่วยหนุนให้ SET ปรับตัวขึ้น +5.4% นับตั้งแต่ 13 สิงหาคม 2021 (วันที่มีผู้ติดเชื้อทำสถิติสูงสุด) และยังมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นต่อ จากแรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่ที่ได้รับประโยชน์จากการเปิดเมืองและได้แรงซื้อจากต่างชาติ


“แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าข่าวร้ายข่าวดีมีสลับกันอยู่ตลอดเวลานะครับ ตั้งแต่เดือนก.ย. ไปนอกจากปัจจัยบวกแล้ว ยังต้องติดตามปัจจัยเฝ้าระวังทั้งในและต่างประเทศไปพร้อมๆ กัน เช่นปัจจัยการเมืองและสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกแม้จะ ‘เปิดเมือง’ หรือ ‘เปิดประเทศได้’ แต่ยังมีข้อจำกัดไปอีกระยะหนึ่ง เช่น ภาคการท่องเที่ยวและบริการต่างๆ ที่อาจเปิดรับเฉพาะคนฉีดวัคซีนตามเงื่อนไข”


อย่างไรก็ตามหากเรามองข้ามเรื่องของโควิดไปเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ก็ต้องบอกว่ามีโอกาสลงทุนอยู่นะครับ แต่คงต้องวางกลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะกับสถานการณ์โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศ


“KTBST SEC” แนะนำว่า

1) สำหรับนักลงทุนที่มีเงินมาก อาจต้องรอจังหวะให้ดี หากเป็นนักลงทุนที่ทุนไม่มาก ให้หาจังหวะรอขายทำกำไรหากดัชนีขึ้นไปถึงระดับ 1,630 จุด หรือ 1,650 จุด


2) สลับกลุ่มเล่น (Rotation) โดยเน้นในหุ้นกลุ่มที่ราคาลงมามากหรือยังขึ้นไปไม่เยอะ และดูว่ามีปัจจัยบวกสนับสนุนการขึ้นไปต่อได้เพียงใด และเตรียมพร้อมขายทำกำไรอยู่เสมอเมื่อขึ้นไปสูงมาก


3) เลือกหุ้นที่เหมาะกับสไตล์ของตนเองว่า ถนัดลงทุน ‘สั้น’ หรือ ‘ยาว’  ให้เน้นเลือกหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานการเติบโตที่ชัดเจนตามการเปลี่ยนของสถานการณ์เศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, สุขภาพ, รวมถึงภัยธรรมชาติ


“โดยในช่วงสั้นๆ มองว่าหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร, น้ำมัน, ปิโตรเคมีจะเป็นกลุ่มที่ดันดัชนีขึ้นมา อีกกลุ่มที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ราคาลงมามากและยังมีปัจจัยบวกหนุนอยู่ เช่น กลุ่มสายการบิน และไอที เป็นต้น”


แต่ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนรูปแบบไหน ยามนี้คงยืนอยู่บนพื้นฐานเดียวกันคือ “ความเชื่อมั่น”  แม้ในช่วงที่ผ่านมาเริ่มจะเข้ามาเป็นระยะ แต่ก็มีคำว่า “ความไม่แน่นอน” อยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน ดังนั้นการลงทุนและการประกอบธุรกิจคงต้องให้น้ำหนักกับทั้ง 2 เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผูกโยงและดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก ขึ้นอยู่กับสไตล์แต่ละคนว่าจะมีกลยุทธ์ลงทุนไปในเชิงไหนมากกว่ากัน เพราะทั้ง 2 ตัวทำให้เราประสบความสำเร็จและเกิดปัญหาได้เหมือนกัน

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ผู้บริหารและอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน ที่ชอบถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเงิน ให้กับคนไทยและตลาดทุน ได้มีความเข้าใจในการการวางแผนทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย

Most Viewed
Fun of Funds
“UGFT” กระจายลงทุนทั่วโลก… ตอบโจทย์ “การสร้างความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
เมื่อ 10 ชั่วโมงที่แล้ว
Where to put your money
“การตึ๊ง” เป็นศิลปะ... ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของ “ผู้ที่มีรายได้น้อย” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Sustainability
“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!
เมื่อ 3 ชั่วโมงที่แล้ว
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
เมื่อ อีก 20 ชั่วโมง
Fun of Funds
“บลจ.” 1H26 “สุดปัง” กำไรพุ่ง +30.83%... “บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” แชมป์กำไรโตสุด +1,150.34% “บลจ.เอ็กซ์สปริง” ขาดทุนเพิ่มมากสุด -368.01% “บลจ.กสิกรไทย” แชมป์กำไรมากสุด 1.8 พันลบ. !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us