Official Update :

รู้จัก “อดทน-มีวินัย-โฟกัสในสิ่งที่สำคัญจริงๆ”... มากกว่าการไล่ตาม “ข่าว-อารมณ์ของตลาด” ในระยะสั้น !!!

Where2put Ur Money: ปี2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความผันผวน ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่แรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลก ไปจนถึงการเปลี่ยนทิศทางนโยบายการเงินของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (Fed)


“อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว ตลาดหุ้นกลับสามารถฟื้นตัวและทำ จุดสูงสุดใหม่ ได้ โดยมีหุ้น กลุ่มเทคโนโลยี และ ธีม AI’ เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก เราจะถอดบทเรียนในปี 2025 และนำไปใช้ในปี 2026 ได้อย่างไรบ้าง”


ตลอดทั้งปีนี้ บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเต็มไปด้วยความผันผวน นักลงทุนต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยลบหลากหลายด้าน โดยหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญคือช่วง Liberation Day” เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า ภายใต้แนวคิดว่าสหรัฐฯ ถูกเอาเปรียบและไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า


การประกาศมาตรการดังกล่าวสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและความเสี่ยงด้านสงครามการค้า ส่งผลให้ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” รวมถึง “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” เผชิญแรงขายอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนเมษายน อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นตลาดเริ่มฟื้นตัวและปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากการที่สหรัฐฯ เริ่มบรรลุข้อตกลงทางการค้าใหม่กับประเทศคู่ค้าในหลายภูมิภาค ช่วยลดความตึงเครียดด้านการค้าและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนมากขึ้น


“หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดหุ้นทั่วโลก เผชิญความผันผวนอีกครั้งหลัง สงครามอิสราเอล–ฮามาส’ (Gaza War) ที่ดำเนินมาตั้งแต่ช่วง2023 จนถึงปัจจุบันกลับทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นส่งผลให้นักลงทุนมีความกังวลว่าจะเกิดสงครามขึ้นเป็นวงกว้างและจะมีประเทศมหาอำนาจมาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตามสถาณการณ์กลับคลี่คลายลงหลังจากทั้งสองฝั่งเริ่มมีท่าทีที่จะพักรบและบรรเทาความรุนแรงลงและมีการเจรจาส่งตัวเชลยและนักโทษที่ยังมีชีวิตกลับประเทศ ส่งผลให้นักลงทุนกลับมามีความมั่นใจในตลาดหุ้นอีกครั้ง”


ขณะเดียวกันท่าทีของ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (Fed) เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.5% ต่อเนื่องยาวนานถึง 8 เดือน นับตั้งแต่การปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2024 อย่างไรก็ตามแนวโน้มตลาดแรงงานที่เริ่มชะลอตัวลง ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ Fed ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงในการประชุมเดือนกันยายน ยิ่งช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนและการฟื้นตัวของตลาดหุ้นในระยะถัดไป


“ส่งผลให้ดัชนี ‘MSCI World Index’ ซึ่งสะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นทั่วโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำระดับ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง โดยขยับขึ้นติดต่อกันยาวนานถึง 7 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน ปัจจัยหลักมาจากแรงซื้อในหุ้น กลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะบริษัทที่มีธุรกิจเกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยี AI’ ซึ่งราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น”



อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นกลับมาเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังนักลงทุนเริ่มกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการเกิด “ฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI” ที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า ส่งผลให้ระดับมูลค่า (Valuation) ของหุ้นหลายตัวอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ต่อมา ความกังวลดังกล่าวเริ่มผ่อนคลายลง หลัง NVIDIA” รายงานผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง พร้อมทั้ง “Jensen Huang” CEO ของบริษัท ให้แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในระยะข้างหน้าที่ยังคงสะท้อนอัตราการเติบโตที่ดี ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง และเกิดแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี


สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากตลาดในปี
2025

อย่างแรกเลยคือ เราเห็นได้ชัดว่าการเคลื่อนไหวหรือถ้อยแถลงของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า ภาษีนำเข้า หรือท่าทีทางการเมือง มักจะสร้างแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นได้ค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะในระยะสั้น ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเกิดแรงขายออกมาในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ในปีนี้จะเห็นว่า ผลกระทบเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้ลากยาว ตลาดมักจะค่อยๆ ปรับตัวได้ และกลับเข้าสู่ “ภาวะปกติ” หลังจากนักลงทุนเริ่มประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบมากขึ้น


ประเด็นถัดมาคือ นักลงทุนควรให้น้ำหนักกับ “ตัวเลขเศรษฐกิจ” ในแต่ละช่วงเวลา ที่มีผลต่อการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของธนาคารกลาง โดยเฉพาะทิศทางดอกเบี้ยของ Fed มากกว่าการพยายามคาดการณ์ภาพเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งมักมีความไม่แน่นอนสูงและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การติดตามข้อมูลอย่างเงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ จะช่วยให้นักลงทุนปรับพอร์ตและวางกลยุทธ์ได้เหมาะสมกับสภาพตลาดในแต่ละช่วงมากกว่าครับ


สุดท้าย กลยุทธ์การลงทุนแบบ “Buy on dip” ยังคงพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่ใช้ได้ดีใน “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” ตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสภาวะที่ตลาดมีความผันผวน กลยุทธ์นี้อาศัยช่วงที่ตลาดปรับฐานหรือย่อตัวลงชั่วคราว เป็นโอกาสในการทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ต่ำลง แทนที่จะตื่นตระหนกขายออกไป ซึ่งเมื่อราคาหุ้นกลับมาฟื้นตัว ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ โดยเฉพาะใน “กลุ่มหุ้นเติบโต” และ “หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง”


โดยสรุปแล้ว ปี2025 เป็นอีกปีที่สอนให้นักลงทุนรู้จัก อดทน มีวินัย และโฟกัสในสิ่งที่สำคัญจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน ตัวเลขเศรษฐกิจ และผลประกอบการณ์ของบริษัทจดทะเบียน มากกว่าการไล่ตาม “ข่าว” หรือ “อารมณ์ของตลาด” ในระยะสั้นครับ

ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม, CISA

นักกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ไฟแรง มองตลาดจากทั้งในและต่างประเทศ เชี่ยวชาญการจัดพอร์ตกองทุนรวมแบบ Core & Satellite เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงและโอกาส เข้าใจทั้งมุมมองผู้แนะนำการลงทุนและนักลงทุน ถ่ายทอดกลยุทธ์อย่างเข้าใจง่าย ชัดเจน และทันสมัย