ทองคำย่อแรงหลังทำจุดสูงสุดใหม่ แรงขายทำกำไร–ดอลลาร์แข็ง กดดัน นักวิเคราะห์ชี้ “พักฐาน” ไม่ใช่กลับทิศ แนะนำ “ทยอยสะสม” รับขาขึ้นระยะยาว
ปลายเดือนมกราคม 2569 ราคาทองคำปรับตัวลดลงแรง หลังจากเพิ่งทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน โดยระหว่างวัน ราคาทองคำ ปรับตัวลงมากกว่า 5% ในวันเดียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการปรับฐานรายวันที่รุนแรงที่สุดในรอบการปรับขึ้นรอบล่าสุด
โดยแรงกดดันหลักอาจมีส่วนมาจาก การขายทำกำไร (profit-taking) หลังราคาทองพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่เริ่มแข็งค่าขึ้นทำให้ความน่าสนใจของทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยลดลงในระยะสั้น ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนปรับพอร์ตออกจากทองคำชั่วคราว
การปรับลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากเดือนมกราคมที่ทองคำทำผลงานได้โดดเด่นมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งสะท้อนว่าความผันผวนที่เกิดขึ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการ “พักฐาน” มากกว่าการเปลี่ยนแนวโน้มระยะยาว
ตอนนี้ แนวโน้มของทองเป็นอย่างไร?
สำหรับมุมมองระยะสั้น ราคาทองที่ลดลงเป็นการพักฐานทางเทคนิค
นักวิเคราะห์ที่ให้สัมภาษณ์กับ Reuters มองตรงกันว่า การปรับตัวลงรอบนี้ มีลักษณะเป็นการพักฐานทางเทคนิค หลังราคาปรับขึ้นแรง ไม่ได้สะท้อนการเปลี่ยนทิศทางแนวโน้มหลัก โดยปัจจัยสนับสนุนทองคำในภาพใหญ่ เช่น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และบทบาทของทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ยังไม่หายไป
และแม้จะไม่ได้มีระบุแนวรับทางเทคนิคเป็นตัวเลขชัดเจน แต่การที่นักวิเคราะห์มองว่าการปรับลงของราคาทองคำรอบนี้เป็นเพียงการย่อตัวพักฐาน ก็ทำให้ระดับราคาบริเวณ ประมาณ 5,100–5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นบริเวณใกล้ระดับต่ำสุดระหว่างวันล่าสุด ถูกมองเป็นแนวรับหรือจุดอ้างอิงสำคัญที่นักลงทุนและระบบซื้อขายอัตโนมัติใช้จับตาอยู่
ในช่วงปลายปีถึงระยะยาว ทองยังมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น
ธนาคาร UBS ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำ โดยตั้งเป้าราคาไว้ที่ประมาณ 6,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับช่วงมีนาคม–มิถุนายน–กันยายน 2569 (จากเดิมที่ประเมินไว้ใกล้ระดับ 5,000 ดอลลาร์) โดยให้เหตุผลว่า แรงซื้อจากนักลงทุนยังแข็งแกร่ง แม้จะคาดว่าราคาทองอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยสู่ราว 5,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี แต่ภาพรวมยังคงเป็นขาขึ้นในเชิงโครงสร้าง
ด้านโบรกเกอร์รายใหญ่อื่นๆ ก็ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ โดย Goldman Sachs ได้ปรับเป้าราคาทองคำสิ้นปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์สะท้อนความต้องการถือทองในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก
คำแนะนำเชิงกลยุทธ์จากนักวิเคราะห์
สำหรับนักลงทุนระยะยาว หลายสำนักแนะนำให้ใช้จังหวะที่ราคาย่อตัวเป็นโอกาส ทยอยสะสม แทนการเข้าซื้อครั้งเดียว เพื่อบริหารความผันผวน และสำหรับนักลงทุนระยะสั้น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำให้ติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์และระดับแนวรับทางเทคนิคอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาทองยังมีโอกาสผันผวนสูงในระยะใกล้
สรุป
-
การปรับลงครั้งนี้มีลักษณะเป็นการพักฐาน ไม่ใช่การกลับทิศ: ปัจจัยกดดันหลักคือแรงขายทำกำไรและค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่แรงหนุนเชิงโครงสร้างของทองคำยังอยู่ครบ
-
การที่โบรกฯ เจ้าใหญ่ปรับราคาเป้าหมายขึ้น สะท้อนมุมมองเชิงบวกในระยะกลาง–ยาว: การที่ UBS ตั้งเป้าราคาทองไว้ถึง 6,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ชี้ว่า นักวิเคราะห์ยังมองการย่อตัวรอบนี้เป็น “โอกาส” มากกว่าความเสี่ยง
-
กลยุทธ์สำคัญคือการมีแผนและบริหารความผันผวน: นักลงทุนควรกำหนดสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่รับได้ และเลือกกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุนของตนเอง
