“สร้างสมดุล” ให้เกิดขึ้นในชีวิต…ระหว่างเรื่อง “เงิน” และ “เวลา” เป็นทางเลือกที่ดีกว่า !!!
“เงิน” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตของมนุษย์ทุกคน ของทุกอย่างบนโลกใบนี้ไม่ว่าจะเป็น “สิ่งที่ไม่มีตัวตน” เช่น บริการ เครือข่ายอินเตอร์เน็ต เสียงเพลง หรือ “สิ่งที่มีตัวตนจับต้องได้” เช่น มือถือ หน้ากากอนามัย รวมถึงที่อยู่อาศัย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรคซึ่งถือเป็นปัจจัยสี่ที่สำคัญในการดำรงชีวิตล้วนแล้วแต่ต้องใช้เงินซื้อด้วยกันทั้งนั้น หาก “ไม่มีเงิน” ชีวิตก็คงต้องดำเนินไปอย่างยากลำบากเป็นแน่แท้
นอกจากนี้ คนจำนวนมากก็มีค่านิยมซึ่งเน้นไปที่การให้คุณค่าในเรื่องเงินมากยิ่งขึ้น สำนวนที่ว่า “มีเงินเรียกน้อง มีทองเรียกพี่” เริ่มเห็นได้อย่างชัดเจนขึ้น ใครที่มีเงินมากๆ แสดงว่า คนๆ นั้นเก่ง มีความมั่นคงในชีวิต น่าชื่นชม และน่านับถือ ตลอดจนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวสบายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม กลับมีผู้คนจำนวนมากที่แย้งว่า มีสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากกว่าเงิน และสิ่งนั้นก็คือ “เวลา (Time)” นั่นเอง
“ในมุมมองของกลุ่มคนที่เชื่อว่า ‘เวลามีความสำคัญมากกว่าเงิน’ ได้ให้คำอธิบายไว้ว่า เวลาถือเป็นทรัพยากรที่มนุษย์ทุกคนมีมาติดตัวตั้งแต่กำเนิด ทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันในแต่ละวัน แต่เวลากลับมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นสิ่งที่ ‘มีอยู่อย่างจำกัด’ เมื่อใช้เวลาไปกับการทำสิ่งใดๆ แล้ว เวลาก็จะผ่านไปเรื่อยๆ และหมดไปแบบหมดแล้ว หมดเลย ไม่มีการหวนย้อนกลับคืนมาอีก ไม่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ได้ และไม่สามารถหาซื้อเพิ่มได้ ไม่ว่าจะมีเงินมาก หรือน้อยเพียงใดก็ตาม ในขณะที่ ‘เงิน’ เมื่อใช้หมดไป หรือทำสูญหาย ตราบใดที่คนเรายังมีชีวิตอยู่ ก็ย่อมที่จะสามารถหากลับคืนมาทดแทนใหม่ได้อย่างไม่จำกัด ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถ และทักษะในการหาได้ของคนแต่ละคน”

ทั้งนี้ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences เมื่อปี ค.ศ. 1999 ซึ่งเป็นการทำวิจัยร่วมกันระหว่างนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด (สหรัฐอเมริกา) มหาวิทยาลัยบริติชโคลอมเบีย (แคนาดา) และมหาวิทยาลัยมาสตริคต์ (เนเธอร์แลนด์) พบว่า คนที่มีเงินจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่า ตนเองมีอาการที่เรียกว่า “การขาดแคลนเวลา (Time Famine)” กันมากขึ้น เนื่องจากความเครียดที่เกิดจากการต้องจัดการกับสิ่งต่างๆ ในแต่ละวัน ภายใต้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัด แม้ว่าจะมีเงินมากเพียงพอในการดำรงชีวิตอย่างสบายๆ ในแต่ละวันแล้วก็ตามที
นอกจากนี้ โค้ชชีวิต (Life Coach) จำนวนมาก และหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตส่วนใหญ่ ก็มักให้ความสำคัญกับเรื่องของเวลามากกว่าเงิน โดยเชื่อว่า “เวลาเป็นสิ่งที่มีค่า จงใช้มันอย่างชาญฉลาด (Time is Precious, Don’t Waste It)” เนื่องจาก ไม่มีใครรู้ว่า ตนเองจะยังมีชีวิตเหลืออยู่บนโลกใบนี้อีกเป็นเวลานานเท่าไหร่ ไม่มีใครรู้ว่า คืนนี้กลับบ้านไปนอนแล้ว วันพรุ่งนี้เช้าจะยังตื่นขึ้นมาดูโลกกันอีกหรือไม่
เวลาจึงมีค่ามากๆ จนถึงขนาดที่มีคำกล่าวไว้ว่า “จงใช้ชีวิตในแต่ละวัน ให้เหมือนกับเป็นวันสุดท้ายในชีวิตของคุณ” โดยใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้นมาเลย ส่วน “เงิน” แม้ว่าจะสำคัญ และสามารถใช้ซื้อเวลา หรือทำให้ประหยัดเวลาแก่ตนเองได้ โดยการใช้เงินให้ทำงานแทน หรือจ้างให้คนอื่นทำงานแทนตนเองเพื่อที่จะได้มีเวลาเหลือไปทำสิ่งอื่นได้ แต่หากไม่รู้จักใช้เวลาที่สามารถประหยัดได้ หรือที่มีอยู่นั้นให้เกิดประโยชน์ก็เท่ากับว่า ต้องเสียทั้งเงิน และเวลาไปอย่างสูญเปล่าพร้อมๆ กันนั่นเอง
“อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่มุม ‘ทางเศรษฐศาสตร์’ การจะมองว่า ‘เงิน’ หรือ ‘เวลา’ อะไรเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่ากัน ก็ต้องพิจารณาที่ความขาดแคลน และความต้องการของคนแต่ละคนเป็นหลัก โดยอะไรที่มีอยู่น้อย และเป็นที่ต้องการมาก ก็ย่อมมีความสำคัญมากกว่า แน่นอนว่า คนที่ว่างงาน หรือตกงาน หรือมีทักษะน้อยในการสร้างรายได้ แต่มีเวลาว่างเหลือมากในแต่ละวัน ย่อมมองว่า เงินเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะการไม่มีเงินย่อมทำให้ชีวิตต้องประสบกับความยากลำบาก ในขณะที่คนทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ หรือมีทักษะในการสร้างรายได้สูงๆ แต่กลับมีเวลาว่างในการใช้ชีวิตส่วนตัวน้อย ย่อมมองว่า เวลาเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะการไม่มีเวลาย่อมส่งผลให้ชีวิตมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ความเครียด ตลอดจนความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้”
แน่นอนว่า การจะยอมสละเวลาเพื่อให้ได้เงินเยอะๆ หรือจะยอมรับเงินน้อยๆ เพื่อจะได้มีเวลาเยอะๆ ย่อมขึ้นอยู่กับว่า “อะไรสำคัญกว่า” ในมุมมองของคนแต่ละคน แต่หากสามารถ “สร้างสมดุล” ให้เกิดขึ้นในชีวิตระหว่างเรื่อง “เงิน” และ “เวลา” ได้ก็ย่อมเป็นทางเลือกที่น่าจะดีกว่า เนื่องจาก “เงิน” และ “เวลา” ทั้งสองสิ่งนี้ล้วนเชื่อมโยงกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งนั่นเองครับ
