ทองคำปรับฐานแรง สวนทางตะวันออกกลางเดือด ระยะสั้นดอลลาร์แข็ง–บอนด์ยีลด์สูงกดดัน โบรกฯ ชี้ระยะยาวแกร่ง แนะ “ทยอยสะสม”
ทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดในช่วงปีที่ผ่านมา ล่าสุดได้เผชิญกับการปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนมาก เพราะหลังจากขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่เหนือระดับ 5,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในช่วงต้นปี 2026 ราคาทองคำได้ปรับตัวลงประมาณ 7–13% ในเดือนมีนาคม และมีช่วงที่แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วควรเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำ แต่ในครั้งนี้ราคากลับอ่อนตัว สะท้อนให้เห็นว่าแรงขับเคลื่อนด้านมหภาค กำลังมีอิทธิพลเหนือทิศทางราคาในระยะสั้น
ทำไมราคาทองคำถึงปรับตัวลง?
การปรับตัวลงล่าสุดไม่ได้เกิดจากอุปสงค์ที่หดตัว แต่เป็นผลจากปัจจัยด้านมหภาคและการวางสถานะการลงทุน ที่เข้ามากดดันความน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe-haven asset) ของทองคำ
แรงกดดันหลักประกอบด้วย
-
ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า (U.S. dollar) ทำให้ทองคำมีความน่าสนใจลดลงสำหรับนักลงทุนทั่วโลก
-
อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่สูงขึ้น เพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) ของการถือครองสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ
-
แนวโน้มดอกเบี้ย “สูงนาน” (higher-for-longer) จากธนาคารกลางสหรัฐฯ
-
แรงขายทำกำไร (profit-taking) หลังจากราคาปรับขึ้นแรงในปี 2025
-
สัญญาณว่าทองคำกลายเป็นการลงทุนที่มีคนถือจำนวนมาก (crowded trade) นำไปสู่การลดสถานะลงทุน (positioning unwind)
โดยสรุป ในช่วงนี้ ทองคำมีพฤติกรรมใกล้เคียงกับสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย (rate-sensitive asset) มากกว่าจะเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (hedge) แบบดั้งเดิม
มุมมองจากสถาบันการเงิน
แม้ราคาจะอ่อนตัวในระยะสั้น แต่สถาบันการเงินระดับโลกยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ จากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังแข็งแกร่ง
JPMorgan ยังคงมุมมองเชิงบวก โดยคาดว่าราคาทองคำอาจปรับขึ้นไปที่ประมาณ 6,300 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 โดยธนาคารระบุว่าความต้องการในระยะยาวยังได้รับแรงสนับสนุนจาก
-
การเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง
-
การกระจายความเสี่ยงออกจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
-
ความต้องการสินทรัพย์จริง (real assets) ในสภาวะเศรษฐกิจมหภาคที่ไม่แน่นอน
ที่สำคัญ JPMorgan มองว่าการอ่อนตัวของราคาล่าสุดเป็นเพียงวัฏจักร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง
ด้าน Goldman Sachs ยังคงมุมมองเชิงบวกเช่นกันโดยให้เป้าหมายราคาปี 2026 ที่ประมาณ 5,400 ดอลลาร์ พร้อมเน้นว่าความต้องการทองคำในปัจจุบันมาจากผู้ลงทุนระยะยาวที่มีความมั่นคงมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลาง หรือนักลงทุนสถาบันที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต ซึ่งโครงสร้างของอุปสงค์ที่เปลี่ยนไปนี้ ชี้ว่าทองคำอาจมีฐานรองรับที่แข็งแกร่งกว่ารอบก่อน ๆ
สำหรับมุมมองโดยรวมของตลาด ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยผลสำรวจของ Reuters ระบุว่า ค่ากลาง (median) ของคาดการณ์ราคาทองคำในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4,700 ดอลลาร์ และหลายสถาบัน เช่น UBS, Deutsche Bank และ Société Générale มองว่าทองคำมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบ 5,000–6,000 ดอลลาร์ ในระยะข้างหน้า
สิ่งนี้สะท้อนว่า แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่มุมมองของนักลงทุนสถาบันยังคงเอนเอียงไปในทิศทางขาขึ้น
แล้วตอนนี้ ควรเข้าซื้อทองคำหรือไม่?
คำตอบขึ้นอยู่กับกรอบเวลาการลงทุนของนักลงทุน เนื่องจากปัจจัยระยะสั้นและระยะยาวกำลังเคลื่อนไปคนละทิศทาง
ในระยะสั้น ราคาทองคำอาจยังเผชิญแรงกดดัน หากปัจจัยมหภาคยังคงไม่ปรับดีขึ้น โดยความเสี่ยงหลัก ได้แก่
-
อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
-
ค่าเงินดอลลาร์ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง
-
การโยกย้ายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน (yield-generating assets)
ดังนั้น ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในกรอบ หรือมีการปรับฐานเพิ่มเติมก่อนจะเริ่มทรงตัว
ในระยะยาว ปัจจัยสนับสนุนหลักของทองคำยังไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่
-
แนวโน้มการซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลาง
-
การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ (de-dollarization) ในระบบการเงินโลก
-
โอกาสในการลดดอกเบี้ยในช่วงถัดไปของวัฏจักร
-
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการคลังที่ยังคงอยู่
ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่สถาบันอย่าง JPMorgan และ Goldman Sachs ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อทองคำ
มุมมองเชิงกลยุทธ์สำหรับนักลงทุน
การปรับฐานครั้งนี้มีลักษณะเป็นการปรับสมดุลจากปัจจัยมหภาค มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐาน โดยทองคำกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นสินทรัพย์ที่มีแรงเก็งกำไรสูง ไปสู่ช่วงของการสะสม
สำหรับนักลงทุน สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ระดับราคาปัจจุบันเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม จังหวะเวลาในระยะสั้นยังมีความไม่แน่นอน กลยุทธ์การทยอยสะสมจึงอาจเหมาะสมมากกว่าการเข้าซื้อแบบครั้งเดียวจำนวนมาก
