“ก่อนตัดสินใจลงทุน” อย่ามองแค่ “ผลตอบแทนย้อนหลัง”... แต่ควรมอง “สภาพแวดล้อมการลงทุน” & “ตัวเราเอง” !!!
Where2put Ur Money: รู้หรือไม่?...นักลงทุนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ “ผลตอบแทน” เป็นอันดับแรก และหนึ่งในวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุด ก็คือการดู “ผลตอบแทนย้อนหลัง”
แล้ววิธีนี้ใช้ได้จริงไหม? วันนี้ “ไทร” จะมาชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกันค่ะ
การดูผลตอบแทนย้อนหลัง “ใช้ได้” แต่ “ไม่ใช่ทั้งหมด”
เพราะผลตอบแทนในอดีตบอกเราได้เพียงว่า “เคยเกิดอะไรขึ้น”
แต่ไม่ได้บอกอย่างชัดเจนว่า “อะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้”
“ตัวอย่างเช่น ‘ธุรกิจ’ หรือ ‘อุตสาหกรรม’ นั้นยังเติบโตได้ต่อเนื่องอยู่ไหม เพราะอุตสาหกรรมที่กำไรโตสม่ำเสมอมักสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และเป็นสัญญาณว่าแรงขับเคลื่อนที่ผลักดันราคาขึ้นมายังไม่หมดไป”

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ทำได้แค่ช่วยประเมินโอกาส “ไม่ใช่การันตีผลลัพธ์” เพราะในความเป็นจริง ตลาดมีความไม่แน่นอนเสมอ และไม่มีสูตรสำเร็จใดที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ บางครั้งปัจจัยที่ดูดีทุกอย่างก็ยังสู้จังหวะเวลาที่ผิดไม่ได้ สิ่งที่นักลงทุนทำได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่การหาสูตรที่ถูกต้องที่สุด แต่คือการเข้าใจภาพรวมให้ครบ ประเมินความเสี่ยงที่รับได้ และตัดสินใจบนข้อมูลที่รอบด้าน
ถัดมาคือ “ภาพรวมเศรษฐกิจ” อย่างเช่นอัตราดอกเบี้ยอยู่ในทิศทางขาลงหรือเปล่า เพราะเมื่อต้นทุนการกู้ยืมถูกลง บริษัทก็ขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้น และเม็ดเงินในตลาดก็มักไหลเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นด้วย “ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์” ก็เป็นอีกสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเพียงแค่ความกังวลของนักลงทุนเพิ่มขึ้น ก็อาจจุดชนวนให้เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว โดยที่พื้นฐานธุรกิจยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย
และสุดท้ายที่หลายคนมักลืมนึกถึงคือ “นโยบายของรัฐบาล” ว่ายังสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เราลงทุนอยู่หรือเปล่า เพราะบางมาตรการที่ออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า อาจส่งผลกระทบได้อย่างรุนแรงและรวดเร็วกว่าที่คิด
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเมื่อปีที่ผ่านมา หลังจากที่ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เขาได้ยกเลิกมาตรการสนับสนุนกลุ่ม Green Energy และหันไปส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์แทน ซึ่งส่งผลให้บรรดาหุ้นและกองทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดได้รับแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งที่ตัวธุรกิจเองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย”
และนอกเหนือจาก “ปัจจัยภายนอก” ทั้งหมดนั้น ยังมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “การรู้จักตัวเอง”
ที่สำคัญ นักลงทุนแต่ละคน “รับความเสี่ยง” ได้ไม่เท่ากันค่ะ บางคนนอนหลับสบายแม้พอร์ตติดลบ 20% บางคนแค่ลบ 5% ก็เริ่มคิดว่าตัดสินใจผิดพลาด การเข้าใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน และเข้าใจลักษณะของสินทรัพย์ที่กำลังลงทุนอยู่จริงๆ “ไม่ใช่แค่ดูผลตอบแทน” จะช่วยให้การลงทุนสอดคล้องกับชีวิตจริงรวมถึงจะเป็นประโยชน์กับตัวเองได้มากที่สุด และช่วยให้การวางแผนทางการลงทุนของนักลงทุนอาจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
บทเรียนจาก 2 “ETF” ที่เคย “ร้อนแรง”...ก่อนจะ “ร่วงแรง”
ยกตัวอย่างภาพนี้จะเข้าใจชัดขึ้นค่ะ เมื่อลองดูตัวอย่างจาก 2 กองทุน ETF ที่เคยเป็นขวัญใจนักลงทุนในยุคเดียวกัน
“ARKK”: ARK Innovation ETF
ในช่วงปี 2020-2021 “ARKK” คือกองทุนที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด นักลงทุนทั่วโลกแห่กันเข้าซื้อเพราะเห็นผลตอบแทนที่สูงผิดปกติ และเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของ “Cathie Wood” ที่เน้นลงทุนในบริษัทนวัตกรรมอย่าง Tesla, Zoom และ Teladoc
แต่สิ่งที่หลายคนมองข้ามไปคือ บริษัทส่วนใหญ่ใน “ARKK” ยังไม่มีกำไร และมีความอ่อนไหวสูงมากต่อทิศทางดอกเบี้ย เมื่อ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) เริ่มขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ มูลค่าของหุ้นพวกนี้ก็ถูกกดลงอย่างหนักจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ สุดท้าย “ARKK” ดิ่งลงจากจุดสูงสุดกว่า 80% ค่ะ
“บทเรียนที่ได้คือ ‘ผลตอบแทนย้อนหลัง’ ที่สวยงามในช่วงดอกเบี้ยต่ำ ไม่ได้แปลว่าจะทำซ้ำได้เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป”

“KWEB”: KraneShares CSI China Internet ETF
ในช่วงเวลาเดียวกัน “KWEB” ก็เป็นอีกหนึ่งกองทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมากค่ะ เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba, Tencent และ Meituan ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีฐานผู้ใช้งานมหาศาล แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดไว้คือ รัฐบาลจีนออกมาตรการกำกับดูแลบริษัทเทคโนโลยีอย่างกะทันหัน ครอบคลุมทั้งธุรกิจอินเทอร์เน็ต การศึกษา และวิดีโอเกม โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า “KWEB” จึงร่วงลงจากจุดสูงสุดที่ 95 ดอลลาร์ ไปแตะ 20 ดอลลาร์ คิดเป็นการดิ่งลงกว่า 80%
“บทเรียนที่ได้คือ แม้พื้นฐานธุรกิจจะดีแค่ไหน ความเสี่ยงจากนโยบายรัฐบาลหรือปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ก็สามารถพลิกทุกอย่างได้ในชั่วข้ามคืน และนั่นคือสิ่งที่ ‘ผลตอบแทนย้อนหลัง’ ไม่เคยบอกไว้”

ท้ายที่สุดแล้วก่อนตัดสินใจลงทุน อย่ามองแค่ “ผลตอบแทนย้อนหลัง” แต่ควรมอง “สภาพแวดล้อมการลงทุน” และ “ตัวเราเอง” เพราะสุดท้าย การลงทุนที่ดี ไม่ใช่การเลือกสิ่งที่เคยให้ผลตอบแทนที่ดี แต่คือการเลือกสิ่งที่เหมาะกับอนาคตและเหมาะกับเรามากที่สุดค่ะ
