จับทิศทางทองคำไตรมาส 4/64
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดของปี 2564 ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวอย่างผันผวน จากปัจจัยบวกและลบที่เข้ามากระทบ โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาทองคำดีดตัวขึ้นแรงจากความกังกลอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงกว่าคาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง แต่เป็นการปรับขึ้นในระยะสั้นเท่านั้น ก่อนจะได้รับปัจจัยกดดัน หลังบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ รวมถึงธนาคารรายใหญ่มีผลประกอบการสดใส รวมถึงราคา Bitcoin ที่พุ่งขึ้นแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยในช่วงที่เหลือของปียังต้องติดตามว่าจะมีปัจจัยอะไรที่เข้ามากดดันราคาทองคำอีกหรือไม่ ซึ่ง Wealthy Thai ก็มีความเห็นจากผู้ค้าทองคำมานำเสนอนักลงทุนอีกเช่นเคย
โดยคุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) กล่าวว่า แม้ภาพรวมระยะสั้นราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดี ราคาทองคำเริ่มเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป นอกจากนี้ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 100 และ 200 วัน ในส่วนของมุมมองด้านการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ หลังจากเดือนกันยายนไม่สามารถสร้างระดับสูงสุดใหม่จากเดือนก่อนหน้า (โซนระดับสูงสุดของเดือนก.ค.และเดือนส.ค.อยู่บริเวณ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์) ซึ่งเดือนกันยายนราคาทองคำขึ้นไปแตะระดับดังกล่าว 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมีแรงขายกดดันให้ราคาอ่อนตัวลงที่ชัดเจนมากขึ้น
ทำให้ YLG ยังคงประเมินแนวโน้มราคาทองคำในช่วงไตรมาส 4/64 มีแนวโน้มแกว่งตัวในทิศทางอ่อนตัวลง (Sideway Down ในกรอบสีแดง) ตราบใดที่ราคาไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านบริเวณ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสูดของ 3 เดือนที่ผ่านมา (เดือนก.ค., ส.ค. และ ก.ย.) โดยคาดว่าราคาจะค่อยๆ ขยับลงทดสอบแนวรับแรกโซน 1,698 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยมีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,680-1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ระดับต่ำสุดของเดือนส.ค. และระดับต่ำสุดของปี 2021) ซึ่งเป็นจุดชี้วัดสำคัญสำหรับทิศทางราคาทองคำในระยะถัดๆไป ขณะที่ภาพการเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะเป็นบวกมากขึ้นก็ต่อเมื่อราคาทองคำทะลุผ่านบริเวณ 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์

(ที่มา: YLG Bullion)
6 ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา
สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องจับตา ได้แก่ 1. แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อราคาทองคำอย่างมาก เพราะจากสถิติในอดีต เห็นได้ชัดว่าในช่วงที่เฟดกลับมาคุมเข้มนโยบายการเงินจะส่งผลกดดันราคาทองคำเช่นกัน ดังที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2013-2018 ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งดอลลาร์สหรัฐกับทองคำเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้าม ปีนี้เองดูเหมือนจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางด้านนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนจะมองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเฟดมีการประกาศดำเนินการลด QE ภายในสิ้นปีนี้ จะเป็นปัจจัยเสี่ยงเชิงลบต่อราคาทองคำได้
2.หนี้สาธารณะที่ทะยานขึ้นจากออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังของสหรัฐ การขาดดุลของรัฐบาลกลางของสหรัฐเพิ่มสูงขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการระบาดของ COVID-19 ทำให้สัดส่วน “หนี้สาธารณะต่อ GDP” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยกดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ขณะที่ผลจากภาวะหนี้ในระดับสูงจะทำให้เฟดจำเป็นต้องรักษาระดับของอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับต่ำเพื่อลดภาระต่อรัฐบาลในการจ่ายคืนดอกเบี้ย ที่สำคัญ คือ เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจในปริมาณอาจกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในประเทศซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยหนุนราคาทองคำทั้งสิ้น
3.อุปสงค์ทองคำกายภาพจากจีนและอินเดียที่เริ่มฟื้นตัว ความต้องการทองจากจีนและอินเดียซึ่งถือเป็นประเทศที่บริโภคทองคำมากที่สุดในโลก โดยบริโภคทองคำรวมกันเกือบ 2,000 ตันต่อปี มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้หากแรงซื้อจากจีนและอินเดียกลับมาฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างน้อยๆ ก็จะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านต่ำของราคาทองคำได้ แต่หากความต้องการทองคำจากจีนและอินเดียสูงกว่าที่คาด ก็อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยผลักดันราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นได้เช่นกัน
4.กระแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน ETF ทองคำ กระแสเงินทุนที่ไหลเข้า-ออกกองทุน ETFs ทองคำถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนควรติดตามอยู่เสมอ เพราะส่งผลในเชิงจิตวิทยาต่อการลงทุนทองคำ ทั้งนี้ เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากกองทุน SPDR นับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้วต่อเนื่องมาถึงปีนี้ ทำให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน(วันที่ 13 ต.ค. 2021) กองทุน SPDR ถือครองทองลดลงแล้ว -188.02 ตันสู่ระดับ 982.72 ตันซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.ปี 2020 ดังนั้น หาก SPDR กลับมาเพิ่มการถือครองทองคำต่อไปจะสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนทองคำซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ช่วยหนุนราคาทองคำ หรือ สกัดไม่ให้ราคาทองคำร่วงลงแรงดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 7 เดือนก่อนหน้านี้ กลับกัน SPDR ยังเดินหน้าลดการถือครองทองคำต่อเนื่องจะเป็นสัญญาณเพิ่มเติมที่ทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการถือครองทองคำ
5.ความเคลื่อนไหวของบิตคอยน์ ในระยะนี้ราคาบิตคอยน์กลับมาพุ่งขึ้นอีกครั้ง แม้ YLG ยังมองเช่นเดิมว่า บิทคอยน์อาจยังไม่สามารถมาแทนที่ทองคำได้เต็ม 100% เนื่องจากทองคำยังมีข้อได้เปรียบอยู่หลายประการ แต่การที่ตลาดบิทคอยน์ที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมจะส่งผลต่อตลาดทองคำ คือ ดึงเม็ดเงินเก็งกำไรออกไปจากตลาดทองคำ ยิ่งถ้าหากบิทคอยน์ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนสถาบันมากขึ้น ก็อาจส่งผลให้เกิดการโยกเงินหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากตลาดทองคำได้
6.อัตราเงินเฟ้อ ทองคำถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ยังคงถูกใช้อย่างกว้างขวางโดยนักลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ สะท้อนจากข้อมูลของ World Gold Council ที่บ่งชี้ว่าผลตอบแทนของทองคำมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอย่างมาก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเช่นกัน
กลยุทธ์ลงทุนทองคำ
แม้ทิศทางราคาทองคำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2564 อาจตกอยู่ภายใต้ความแน่นอนมากขึ้น โดยมีปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจเริ่มถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ซึ่งทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังในการถือครองทองคำมากยิ่งขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ขณะที่แนวโน้มทางเทคนิคอยู่ในทิศทาง Sideway Down ในกรอบสีแดง
อย่างไรก็ดี คุณฐิภา เชื่อว่าราคาทองคำจะมีปัจจัยหนุน และจะมีจังหวะที่ราคาจะดีดตัวขึ้นทดสอบกรอบด้านบนได้เป็นระยะ ดังเช่นการพุ่งขึ้นของราคาทองคำในปัจจุบันเป็นต้น ทำให้กลยุทธ์ลงทุนทองคำสำหรับผู้ที่มีทองคำในมือเป็นจำนวนมาก แนะนำใช้จังหวะที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในการลดสถานะการถือครองทองคำบางส่วน ด้วยการขายทำกำไรระยะสั้นหากราคาทองคำไม่ผ่านแนวต้าน 1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แล้วรอการอ่อนตัวลงของราคาจึงกลับเข้าซื้อบริเวณแนวรับด้านล่าง โดยเข้าซื้อไม้แรกบริเวณกรอบแนวรับบริเวณ 1,676-1,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยไม่เข้าซื้อที่แนวรับใดแนวรับหนึ่งเต็ม 100% ของพอร์ต และเน้นทำกำไรระยะสั้นเป็นหลัก รวมถึงต้องประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อนเข้าสถานะ และกำหนดจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน

