ไม่อยาก “เงินหาย”...หมั่น “ตรวจสอบธุรกรรม” ของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ !!!
ตอนที่แล้ว เราได้พูดถึงเรื่อง “การบริหารเงินสด” และชี้ให้เห็นว่าเป็นหัวสำคัญอันหนึ่งของการทำธุรกิจขององค์กรและคนทั่วไป ในตอนนี้จะนำเสนอเรื่อง “การใช้เงินสด” จากกรณีที่เป็นข่าวเกิดขึ้นว่าที่มีคนทั่วไปได้รับผลกระทบจากการที่เงินสดในระบบธนาคารถูกจ่ายออกไปโดยไม่ได้รับการอนุญาตหรือแจ้งเตือนล่วงหน้า ทำให้เกิดความกังวลกับใครหลายคนไม่น้อยในเรื่อง “ความปลอดภัย” จากการทำธุรกรรมจ่ายเงินใน “ระบบ Electronic”
“ทั้งนี้ ‘การบริหารเงินสด’ นอกจากต้องทำความเข้าใจและให้ความสำคัญแล้ว ยังมีเรื่องที่ต้องพิจาณาด้วยนั่นคือ ‘ช่องทางที่เงินสดจะถูกนำออกไปใช้’ ปัจจุบันมีช่องทางอะไรบ้างและควรพิจารณาใช้อย่างไรดี”
1.การถอนเงินออกจากเค้าเตอร์ธนาคาร: เป็นช่องทางการถอนเงินที่ถือว่าค่อนข้างมีความปลอดสูง เพราะเป็นการทำธุรกรรมกับทางธนาคารโดยตรงมีการระบุพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลโดยตรงกับทางธนาคารแต่ช่องทางนี้จะต้องเสียเวลาเดินทางไปที่ธนาคารเพื่อเขียนเอกสารและรอคิวจึงอาจจะไม่เหมาะกับยุคดิจิทัลสมัยใหม่ซึ่งคนใช้บริการน้อยลงเห็นได้จากการปิดสาขาให้บริการของธนาคารต่างๆ เป็นจำนวนมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ระบบนี้ยังถือว่าไม่ปลอดภัย 100% ยังมีความบกพร่องบางประการเกิดขึ้นได้ ทั้งในเรื่องระบบและตัวบุคคล
2.ช่องทาง Electronic ที่มีระบบ Application: ระบบนี้กำลังเป็นที่นิยมและเติบโตสูงในปัจจุบัน เนื่องจากมีความสะดวกรวดเร็ว ทุกธนาคารมีการพัฒนา ‘Application’ ให้บริการกับลูกค้า ช่องทางนี้ถือว่ามีความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูงมากกว่าช่องทางแรก ซึ่งธนาคารต่างๆ มีการลงทุนสูงด้านระบบความปลอดภัยทางไอที มีทั้งระบบการยืนยันตัวบุคคลและการตรวจสอบการทำธุรกรรมต่างๆ ย้อนหลังได้รวดเร็วแม่นยำ
“โดยที่ผู้ใช้งานต้องเป็นเจ้าของบัญชีนั้นถึงจะทำธุรกรรมได้ จึงทำให้เกิดการโกงต่างๆ ได้ค่อนข้างยาก ถือเป็นช่องทางที่เหมาะสมกับยุคดิจิตัลสมัยใหม่ค่อนข้างมาก และมีแนวโน้มจะเป็นทางหลักของการทำธุรกิจทางการเงินต่างๆ ในอนาคต”

3.ช่องทางElectronic ที่ไม่มีระบบ Application: เช่น บัตรเครดิต และบัตรเดบิต ช่องทางนี้ถือเป็นช่องทางที่มีมานานกว่าช่องทางในข้อ 2 คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยและปัจจุบันยังใช้บริการอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นรูปแบบการถอนเงินหรือจ่ายเงินที่มีความสะดวก ไม่ต้องถือเงินเป็นจำนวนมากเหมาะสมกับยุคดิจิตัลสมัยใหม่เช่นเดียวกัน
“แต่ถือเป็นช่องทางที่มีความเสี่ยงเพราะมีระบบการตรวจสอบความปลอดภัยที่น้อยกว่าใน 2 ช่องทางแรกที่กล่าวไป เป็นช่องทางที่มี ‘การโกง’ และ ‘ผิดพลาด’ ในปัจจุบันอยู่ค่อนข้างสูง จากกรณีที่เป็นข่าวว่าเงินถูกจ่ายออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากการใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินซื้อของในระบบ E-commerce ผู้ใช้ต้องให้ข้อมูลบัญชีและการยืนยันส่วนบุคคลกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการ ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ร้านค้าและผู้ให้บริการดังกล่าวสามารถนำข้อมูลบัตรเครดิตของเราไปได้โดยไม่ขออนุญาต และหากข้อมูลส่วนตัวของเรารั่วไหลออกไปจะทำให้เกิดการโกงในรูปแบบอื่นๆ ตามมาได้ อย่างที่เกิดขึ้นในข่าว”
ดังนั้นในช่องทางนี้ อยากแนะนำว่า เราไม่ควรให้ข้อมูลทาง “บัตรเครดิต” กับใครง่ายๆ โดยที่ไม่รู้จักยกเว้นว่าจะเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกที่มีความน่าเชื่อถือสูงเท่านั้น นอกนั้นหากต้องใช้จ่ายกับบริษัทหรือร้านที่เราไม่คุ้นเคยแนะนำให้ใช้การโอนเงินนะครับ
4.ช่องทางการทำธุรกรรมแบบอัตโนมัติ: เช่น ระบบ ATS (Automatic Transfer System) เป็นระบบที่มีความปลอดภัยสูงอีกช่องทางหนึ่งเป็นการทำธุรกรรมที่เจ้าของบัญชีอนุญาตให้องค์กรทำธุรกรรมได้แทน โดยผ่านการอนุมัติจากธนาคารพาณิชย์ โอกาสที่จะถูกโกงมีน้อยมากเพราะจะถูกตรวจสอบความน่าเชื่อถือจากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งช่องทาง ATS นี้ถือเป็นช่องทางหลักของในการตัดเงินหรือชำระบัญชีของตลาดทุนในการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ซึ่งปัจจุบันแทบไม่เคยเกิดความผิดพลาดหรือการโกงใดๆ เลย
“อย่างไรก็ตามทั้ง 4 ช่องทางที่ผมกล่าวมา โดยสรุปถือว่า ‘มีความปลอดภัยในระดับที่สูง’ แต่อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนนั้นมีเสมออย่างที่ผมได้เคยเน้นย้ำไว้ ทั้งนี้ทั้งนั้นในยุคปัจจุบันที่มีความสะดวกสบายในการใช้จ่ายหรือทำธุรกรรมทางการเงินมากขึ้น อาจทำให้หลายคนเกิดไม่ได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน”
ดังนั้นสิ่งที่อยากแนะนำทุกคนคือต้อง “หมั่นตรวจสอบธุรกรรม” ของตัวเราเองอย่างสม่ำเสมอควบคู่ไปกับเรื่อง “การบริหารเงิน” เพื่อรักษาสภาพคล่องนะครับ เพราะเป็น “วินัยพื้นฐานทางการเงิน”ของเราที่ช่วยให้เราเป็นนักลงทุนที่ดีและประสบความสำเร็จในอนาคต
เป็นข้อมูลที่อยากแชร์เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักเรื่อง “การทำธุรกรรมทางการเงิน” ในยุคใหม่ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านในเรื่อง ‘การลงทุน’ และ ‘การบริหารการเงิน’ ครับ
