Official Update :

ลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง”… ‘มาก-น้อย’ ตามความสามารถในการรับความเสี่ยง!!!

ปัญหาเรื่อง “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” เป็นหนึ่งในปัญหาเส้นผมบังภูเขาของนักลงทุนส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้ แม้ฟังดูง่ายๆ แต่เมื่อต้องปฏิบัติจริงกลับไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง


แนวคิดในเรื่องนี้ก็มีมากมายหลายหลาก เพื่อจุดไอเดียให้กับผู้ลงทุนได้นำไปปรับใช้กัน เผื่อจะมีรูปแบบที่ตรงกับจริตของตัวเอง


ในครั้งนี้เป็นอีกแนวคิดหนึ่ง โดยวางอยู่บน ‘ความสามารถในการรับความเสี่ยง’ ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ ถ้ารับความเสี่ยงได้มาก ก็ลงทุนใน ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ มากได้


ในทางตรงข้ามถ้ารับความเสี่ยงได้น้อย ก็ลงทุนใน ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ในสัดส่วนที่น้อยลงมาหน่อย จะได้ลงทุนแบบหลับตาได้ ไม่ฝันร้ายแต่ประการใด


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย



องค์ประกอบของ 
‘ผลตอบแทน’...กว่า 92% มาจาก ‘Asset Allocation’

“การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” คือ กุญแจสู่ความสำเร็จในการสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอใน ‘ระยะยาว’ แต่เหมือนยุทธศาสตร์ที่กว่าจะเห็นผลต้องใช้ความอดทนจึงจะได้มาก หากต้องการเห็นผลใน ‘ระยะสั้น’ เหมือนลงทุนหุ้นรายตัว กะจะได้ 10% ในวันเดียว หรือหวังทะลุ 100% ในวันแรกที่หุ้น IPO เข้าเทรดในลักษณะนั้น แนวคิดของ Asset Allocation คงไม่ตอบโจทย์แต่ประการใด จึงไม่น่าแปลกใจว่า...ถนนทุกสายของนักลงทุนหน้าเก่าและหน้าใหม่ก็กระโจนเข้าสู่หุ้นรายตัวกันเป็นหลัก


“จากการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของผลตอบแทนไม่ถึง 5% มาจาก ‘การคัดสรรการลงทุน (Security Selection)’ ซึ่งเป็นการคัดเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุนจากปัจจัยพื้นฐาน เพื่อให้ได้หลักทรัพย์ที่มีราคาตลาดในปัจจุบันต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หรือมูลค่าที่จะเป็นไปในอนาคต แต่องค์ประกอบใหญ่ของผลตอบแทนกว่า 92% มาจากการทำ Asset Allocation อีก 2% มาจากการ ‘จับจังหวะตลาด (Market Timing)’ และที่เหลือมาจากปัจจัยอื่นๆ นั่นเอง”





อีกหนึ่งแนวคิดในการทำ Asset Allocation คือ การจัดสรรเงินลงทุนของตัวเองตามความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเอง คือถ้าคุณยิ่งรับความเสี่ยงได้มาก ก็ควรที่จะแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนใน สินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หุ้นเพิ่มขึ้น เป็นต้น เพราะหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้อัตราผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่าการลงทุนในตราสารประเภทอื่นๆ ในระยะยาว รองลงมาได้แก่ ตราสารหนี้ ส่วนเงินฝากนั้นให้ผลตอบแทนต่ำที่สุดใกล้เคียงกับอัตราเงินเฟ้อ ด้วยการผสมสัดส่วนอิง ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ คือ หุ้น เป็นหลัก สามารถออกแบบพอร์ตการลงทุนได้ 3 แบบ ด้วยกัน ได้แก่


“พอร์ตเน้นความปลอดภัย” เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้ต่ำ’ โดยจะแบ่งเงินลงทุนไปลงทุนในหุ้น 30%,ตราสารหนี้ 40% และเงินฝาก 30%


“พอร์ตเน้นทางสายกลาง” เหมาะสำหรับผู้รับความเสี่ยงได้ในระดับ ‘ปานกลาง’ โดยจะแบ่งเงินลงทุนในหุ้น 50%, ตราสารหนี้ 30% และเงินฝาก 20%


“พอร์ตเน้นกล้าได้กล้าเสีย” เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเสี่ยงสามารถที่จะ ‘รับความเสี่ยงได้ในระดับที่สูง’ โดยจะลงทุนในหุ้น 70%, ตราสารหนี้ 20% และเงินฝากอีก 10%


"การจัดพอร์ตการลงทุนให้ ‘สมดุล’ จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนมีประสิทธิภาพ และทำให้เราได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระดับที่เหมาะสมขึ้นกับตัวคุณเอง แน่นอนว่าผลตอบแทนคาดหวังของทั้ง 3 พอร์ต ย่อมเป็นไปตามความเสี่ยงของแต่ละพอร์ตด้วยเช่นกัน ไม่มีผลตอบแทนสูง โดยที่ไม่มีความเสี่ยง”


เพราะ ‘ผลตอบแทนที่ดี’ และการมีระดับของ ‘ความเสี่ยงที่เหมาะสม’ นั้น เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้นักลงทุนสามารถที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องได้ในระยะยาว เพื่อสั่งสมความมั่งคั่งในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองให้ได้นั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’