‘ขายหุ้นที่กำไร’ & ‘ถือหุ้นที่ขาดทุน’….ใช่คุณหรือเปล่า?
Wealthy Way: “ไม่ขาย-ไม่ขาดทุน”...อันตรายกว่าที่คิด สิ่งที่ “สายหุ้น” ต้องระวัง !!!
ถ้าขาดทุน -10% คุณต้องทำกำไร 11.11% เพื่อกลับมาเท่าทุน (ซ่อมได้) แต่ถ้าหลุดไป 1 Floor -30% คุณต้องทำกำไรถึง 42.86% จึงจะกลับมาเท่าทุนได้ (แก้ยากล่ะ)แล้วถ้าคุณปล่อยไหลไปถึง -50% คุณต้องทำกำไรถึงเท่าตัว คือ 100% จึงจะกลับมาเท่าทุนได้ (โหดมากกก)!!!
จะเห็นว่า “การซื้อหุ้นไม่ยาก แต่การขายหุ้นกลับดูยากยิ่งกว่า” นักลงทุนสายหุ้นส่วนใหญ่จึงมักจะพลาดกับปัญหากับเรื่องของ “การขาย”
เพราะเสียดายหุ้น ขาดทุนแล้ว...“ตัดใจขายไม่ได้”...ทนขาดทุนได้-แต่ทนรวยไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เชื่อว่า “สายหุ้นส่วนใหญ่” ก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกัน
จนในที่สุด “ขาดทุนทิพย์”...กลายเป็น “ขาดทุนจริง” ในที่สุด !!!
ถ้า “ขาดทุน” ก็อย่าทนอีกเลย...วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
“ขายหมู-ติดดอย”...พฤติกรรมปกติของนักลงทุน-ผลจาก ‘อคติ’
ในครั้งที่แล้วได้พาไปรู้จักกับ “Maximum Drawdown” หรือ “จุดขาดทุนสูงสุด” ในสาย Crypto ไปแล้ว ในครั้งนี้ยังจะคงเกี่ยวข้องกับ “ขนาดของการขาดทุน” อยู่เช่นเดิม แต่ใกล้เข้ามาอีกนิด ในส่วนของ “ตลาดหุ้น” ซึ่งเป็นการลงทุนในสินทรัพย์แบบดั้งเดิมกันบ้าง
“ขายหมู ติดดอย” เป็นคำที่เราได้ยินกันอยู่เสมอๆ ในหมู่นักลงทุน (ไม่เฉพาะนักลงทุนในหุ้นเท่านั้น) ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกปรากฎการณ์นี้ทาง “การเงินเชิงพฤติกรรม” อธิบายไว้ว่าเป็นเรื่องที่มีผลมาจากอารมณ์ (Disposition Effect) นั่นเอง
“ตามตำราว่าไว้แบบนั้น...เพราะนักลงทุนต้องการเสาะแสวงหา ‘ความภาคภูมิใจ’ และ ‘หลีกเลี่ยงความเสียใจ’ ถือเป็น ‘อคติ (Bias)’ ที่สำคัญทางด้านการเงินเชิงพฤติกรรม ที่ส่งผลให้นักลงทุนเลือกที่จะ ‘ขายหุ้นที่กำไร’ และ ‘ถือหุ้นที่ขาดทุน’ ซึ่งขัดแย้งกับแนวคิดของการลงทุนที่มีเหตุมีผลนั่นเอง (แต่ได้ฟังแบบนี้ก็รู้สึก...สบายใจขึ้นนะ ว่ามั้ย? แสดงว่า...เราเป็นนักลงทุนปกติทั่วไป ใครๆ ก็เป็นกัน)”

“ทำไม่จึงเป็นเช่นนั้น ...ทฤษฎีนี้ อธิบายไว้ว่า เพราะนักลงทุนมักจะขายหุ้นด้วย ‘อารมณ์’ มากกว่า ‘เหตุผล’ มักจะขายหุ้นที่ได้กำไรแล้วเร็วเกินไป (ขายหมู) จากพอร์ตการลงทุนของตนเองทั้งๆ ที่ตลาดเป็นแนวโน้มขาขึ้น (ทนรวยไม่ได้)”
แต่ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนมักจะถือหุ้นที่ขาดทุนไว้ในพอร์ตการลงทุนโดย ‘ไม่ยอมขาย’ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงความเสียใจที่เกิดจากการรับรู้ผลขาดทุนเป็นตัวเงินจริงๆ ซึ่งเป็นที่มาของคำพูดปลอบใจตัวเองว่า “ถ้าไม่ขาย ก็ไม่ขาดทุน”
“ในความเป็นจริงแล้วนักลงทุนที่มีเหตุมีผลควรที่จะจำกัดการขาดทุนของตนเองแทนที่จะปล่อยให้ผลของการขาดทุนเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะมากเกินกว่าที่จะกลับมา ‘ซ่อมได้’ ในที่สุด ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะเจอกันไม่มากก็น้อย”
“จำกัดขาดทุน” ไม่เกิน 10% …ยังพอ “ซ่อมได้”
ในมิติของ “Maximum Drawdown” ยังมีเรื่องของ “ระยะเวลาในการคืนทุน” เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ในสาย Crypto การเหวี่ยงของราคา และช่วงเวลาอาจจะเร็วและแรง กินเวลาไม่นานก็พลิกฟื้นกลับมาได้ แต่ในมิติของ “หุ้น” การคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยจากตลาดในระดับ 10% ต่อปี พึงหวังได้ ในระยะเวลาประมาณ 1 ปี
สายเทรดจึงมักแนะนำ “จุดตัดขาดทุน (Stop Loss)” ที่สั้น เช่น -3% (ทำกำไร 3.09% คืนทุน) หรือ -5% (กำไร 5.26% คืนทุน)....ไม่เกิน -10% (กำไร 11.11% คืนทุน) ยังเป็นสิ่งที่พึงหวังได้ ‘ทั้งขนาด’ และ ‘ระยะเวลา’
“การป้องกันการขาดทุนขนาดใหญ่”...สำคัญไม่แพ้การทำกำไรได้ โดยเฉพาะ “สายหุ้น” โอกาสที่จะทำกำไรจากหุ้นแบบ Crypto ไม่ง่าย...หลายคนที่ “ติดหุ้น” คงตระหนักในข้อเท็จจริงนี้ดี โดยเฉพาะ “ระยะเวลาในการฟื้น” บางทีถือไปข้ามไป ยังไม่กลับมาที่เดิมเลย พอร์ตแดงเดือด...เลือดสาด ในขณะที่ “ตลาดบวกเขียว” มีให้เห็นมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน
“ไม่ขาย-ไม่ขาทุน” จึงอาจทำให้ “ขาดทุนทิพย์” กลายเป็น “ขาดทุนจริง” เอาได้ง่ายๆ แล้วบ่อยครั้ง...ก็จะกลายเป็นพอร์ตแดงเดือดที่เรื้องรังข้ามปีไปอยู่บ่อยๆ จาก ‘ขาดทุนเล็ก’ เป็น ‘ขาดทุนใหญ่’ การปล่อย “ขาดทุนเกิน -10%” สำหรับการลงทุนในสายหุ้น การจะพลิกฟื้นกลับมา...ไม่ง่าย แค่ลงไป 1 Floor ก็หืดจับแล้ว ใครไปล่อยไหลไป -50% (ต้องกำไร 100% จึงเท่าทุน) ต้องบอกว่า...ยากมากกกก ฉะนั้น...สายหุ้นต้องระวัง...อย่าทนขาดทุนอีกเลย โอกาสตีคืน ซ่อมพอร์ตได้มีอยู่เสมอ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้าใน “Wealthy Way” ครับ
