แนะใช้ “Barbell Portfolio”...รับมือปัจจัย ‘ศก.& การเมือง’ ที่เปลี่ยนไป !!!
Where2put Ur Money: ความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กันในเรื่อง “การเมือง” กับ "เศรษฐกิจ" ดูเหมือนจะเป็นเรื่องแยกจากกันไม่ออกทั้ง ‘ทางตรง’ และ ‘ทางอ้อม’ และด้วยความเกี่ยวข้องกัน จึงมีผลไปถึงการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ขณะเดียวกันทุกครั้งที่การเมืองเกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะมาจากการเปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนตัวบุคคลในรัฐบาล ย่อมมีผลต่อการนโยบายต่างๆ ตามไปด้วย
“แต่ไม่ว่าจะอย่างไรการเมืองของทุกประเทศให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจรวมถึงตลาดเงินตลาดทุนกันแทบทั้งนั้นและยิ่งเป็นการเมืองในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อเศรษฐกิจโลกด้วยแล้ว การลงทุนยิ่งต้องให้ความสำคัญเพราะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของทิศทางสินทรัพย์ต่างๆ”
หากพิจารณาความเสี่ยงที่มาจากการเมืองทั่วโลกแล้วพอจะแบ่งเป็นหลักๆ ได้ดังนี้
1) ความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศ ได้แก่
1.1) ความเสี่ยงจากการเลือกตั้งที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ตลอดจนผลกระทบต่อนโยบายภายในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป
1.2) ความเสี่ยงจากเสถียรภาพทางการเมือง เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากรัฐบาลขาดเสียงส่วนมากในการบริหารงานและประเทศส่วนมากมักเกิดขึ้นในประเทศที่เสียงในสภาฯ ไม่ถึง 2 ใน 3 ทำให้เกิดการประท้วงต่างๆ ตลอดจนการอยู่ในวาระของรัฐบาล
2) ความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้แก่
2.1) ความเสี่ยงจากข้อพิพาทระหว่างประเทศ เป็นความเสี่ยงเบื้องต้นที่นำไปสู่การเจรจาหรือนำมาซึ่งความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นเช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา, ปัญหาค้ามนุษย์ โดยส่วนมากมักจะเกี่ยวกับด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ เช่น กรณี BREXIT, สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน รวมถึงสงครามเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกที่เกิดขึ้นในเวลานี้ รวมไปถึงความเสี่ยงจากข้อพิพาทด้านพรมแดนและการปกครอง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการพยายามแบ่งแยกสถานะของประเทศตนเองออกห่างจากกลุ่มประเทศเดิม เช่น กรณีไต้หวันและจีน ตลอดจนกรณียูเครนและรัสเซีย ความเสี่ยงในข้อนี้มักจะเป็นด้านการเมืองและเกี่ยวข้องกับการทหารเป็นหลัก
“จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงจากกรณีการเมืองระหว่างประเทศประเด็นหลักที่มีผลต่อการลงทุนในช่วงสั้น แต่ต้องติดตามอยู่เป็นระยะๆ เสมอ เพราะสามารถขยายผลจนกระทบปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวได้”

แม้ว่า “การเมือง” จะมีผลต่อ “เศรษฐกิจและการลงทุน” แต่เมื่อพิจารณาในด้านการลงทุน เราไม่ควรพิจารณาปัจจัยการเมืองเป็นเรื่องหลักต่อการตัดสินใจลงทุน แต่ควรมองปัจจัยเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักและมองการเมืองเป็นปัจจัยรองลงมา ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถเลือกสินทรัพย์การลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
ดังนั้นเมื่อมองมาที่ภาพการลงทุนในในเวลานี้ ประเด็นเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย เป็น 2 ปัจจัยหลักๆ กดดันที่ทำให้การลงทุนมีความลำบากพอสมควร
“ดังนั้นแนะนำว่า กลยุทธ์ลงทุนในช่วงต่อจากนี้ ควรจัดพอร์ตลงทุนในรูปแบบ ‘Barbell portfolio’ หรือการกระจายลงทุน โดยเน้นหุ้นกลุ่ม ‘Value stock’ และ กลุ่ม ‘Growth stock’ ควบคู่กัน หากนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของ Fed เริ่มกดดันต่อผลกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (Net profit margin squeeze) จะทำให้หุ้นในกลุ่ม Value ได้ประโยชน์ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่สามารถรับมือกับการขึ้นดอกเบี้ยได้มากถึง 7 ครั้งอย่างที่ Fed วางเอาไว้ หุ้นในกลุ่ม Growth ก็จะได้รับประโยชน์”
“KTBST SEC” แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม ‘Value stock’ ในตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Equity Market) อย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป ขณะที่หุ้นกลุ่ม ‘Growth stock’ ให้เน้นการลงทุนในกลุ่มที่มีการเติบโตเชิงคุณภาพ (Quality Growth ) ในตลาดพัฒนาแล้วเช่นกัน โดยพิจารณาเลือกหุ้นที่มีการเติบโตสูงกว่าตลาดและมีกระแสเงินสดต่อหุ้นอยู่ในระดับที่สูงกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวม ซึ่งมองว่าหุ้นในกลุ่ม Quality growth จะเป็นกลุ่มแรกของกลุ่มหุ้น Growth ที่จะมีการฟื้นตัวก่อนหลังมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก
เวลานี้ปัจจัยหลักที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนโดยตรง คือ เรื่อง “เงินเฟ้อ” และ “การขึ้นดอกเบี้ย” ของสหรัฐฯ และ “สงครามยูเครนกับรัสเซีย” ที่รบกันมากว่า 1 เดือนพร้อมๆ กับการเจรจากันของทั้ง 2 ฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นเชื่อว่าไม่ว่าช้าหรือเร็วสถานการณ์จะคลี่คลายและจบลงด้วยกลไกทางการเมืองของรัฐบาลรัสเซียและกับชาติอื่นๆ อย่างแน่นอน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรในเรื่อง “เศรษฐกิจและการเมือง” จะเป็นปัจจัยที่อาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนของการลงทุนได้เสมอ
