Official Update :

“ถ้าขาด” ก็เติม - “ถ้าเกิน” ก็ขาย… “Stay Invest” ต่อไปสู่ “เป้าหมายทางการเงิน” !!!

Wealthy Way: เข้าเดือนพฤษภาคมแล้ว จะเจอเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” หรือ Sell in May” มั้ย? นั่นยังเป็นปริศนาที่รอความจริงปรากฏกันต่อไป


ตลาดจะย่อมั้ย? จะลงลึกแค่ไหน? จะเข้าตอนนี้ หรือรอย่อก่อนดี?


ถ้าตลาดจะไปต่อจะทำไงล่ะ? จะตามมั้ย (ตกรถแล้วหรือเปล่า) ? แล้วจะลงทุนอะไรดีล่ะ?


ตอบได้เลยว่า...ไม่มีใครในตลาดการลงทุนในโลกใบนี้ที่รู้ ทุกอย่างเป็นสถิติที่เกิดขึ้นมาในอดีตเท่านั้น


ที่สำคัญ “การจับจังหวะตลาด (Market Timing)” มีผลต่อองค์ประกอบของผลตอบแทนระยะยาวเพียง 1.8% (อุ๊ย...น้อยจัง) (ที่มา: “Determinants of Portfolio Performance” Gary Brinson, Randolph Hood and Gilbert Beebower)


หรือใครที่ชื่นชอบแสวงหา “หุ้นเด็ด-หุ้นผีบอก” หรือ “กองทุนเด็ด-กองทุนปัง” ก็เหนื่อยป่าว เพราะ การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Stock Selection)” มีผลต่อผลตอบแทนระยะยาวเพียง 4.6% เท่านั้น (อุ๊ย..น้อยจัง)


จะดีกว่ามั้ย? ถ้าเอาเวลาไปทุ่มทำในสิ่งที่ส่งผลตอบแทนระยะยาวของคุณถึง 91.5% นั่นก็คือ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” นั่นเอง


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ จะพาไปพบกับคำตอบที่ง่ายกว่าในการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนกัน



อย่าเสียเวลาไปกับการหา “หุ้นเด็ด” หรือ “
Market Timing”     

สิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำ “ผิดพลาด” คือ การทุ่มเทเวลาไปกับการมองหา “หุ้นเด็ด-หุ้นผีบอก” หรือ “กองทุนเด็ด-กองทุนปัง” เหมือนกับคอหวยที่แสวงหาเลขเด็ดก็ไม่ปาน (ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่ประการใด) แต่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนในระยะยาวของคุณเพียงน้อยนิดเท่านั้น


การไล่ล่าหาสินทรัพย์เด่นในแต่ละปี ในบางครั้งก็ทำให้นักลงทุนพลาดเพราะการเสาะแสวงหาสินทรัพย์เด็ดเหล่านี้เช่นกัน ...บ่อยครั้งที่จังหวะเข้าของนักลงทุนมักเป็นช่วงปลายของตลาดขาขึ้นก่อนที่จะปรับตัวลง ผลตอบแทนที่ดีในอดีต...จึงไม่ได้ส่งมอบมาถึงนักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าไปลงทุนในช่วงหลังจากนั้น





“สังเกตได้เลยว่า...สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดในแต่ละปีนั้น จะสลับหมุนเวียนเปลี่ยนไป หุ้นเทคโนโลยีที่เคยเป็นดาวเด่นให้ผลตอบแทนสูงสุดในปี2020 ก็กลับมาติดลบหนักใน 2 ปีให้หลัง และเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็คงบาดเจ็บไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมปกติของนักลงทุนทั่วไปที่มีแนวโน้มจะเสาะแสวงหาสินทรัพย์เด่นที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีเพื่อเข้าลงทุนเป็นหลักอยู่แล้ว”



จงให้ความสำคัญกับ...การ “
จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)”

จะดีกว่ามั้ย?...ถ้าจะทุ่มเวลาส่วนใหญ่มาในการ “จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” ที่มีผลต่อผลตอบแทนในระยะยาวมากถึง 91.5% และน่าจะทำได้ง่ายกว่าไปหาหุ้นเด็ด หรือจับจังหวะตลาดด้วย


สำหรับนักลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” จะมีการแนะนำการจัดสรรเงินลงทุนที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวคุณเอง ไกด์ให้อยู่แล้ว หลังจากที่ “ทำแบบประเมินความเสี่ยง (Suitability Test)เพื่อประเมินว่าคุณมีความสามารถในการยอมรับเสี่ยงของตัวเองว่าอยู่ในระดับใด (ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ ปานกลาง และสูง) ในระดับใด ควรจัดสรรเงินลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างไรเป็นคำแนะนำเบื้องต้นให้กับนักลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งจะมีการทบทวนทุก 2 ปี เพื่ออัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบันด้วย


ส่วนใครที่อยากจัดสรรเงินลงทุนด้วยตัวเอง เรามีตัวอย่างคำแนะนำจาก TRowePrice” ซึ่งเป็นนักลงทุนสถาบันระดับโลกมาแนะนำให้นักลงทุนได้พอมองเห็นภาพเป็นตัวอย่างเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินส่วนบุคคล โดยใช้ 3 สินทรัพย์หลักๆ ได้แก่ หุ้น, ตราสารหนี้ และเงินฝากเป็นหลัก


“โดยส่วนผสมของสินทรัพย์ทั้ง 3 ประเภทนี้ จะถูกกำหนดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และ ระยะเวลาการลงทุน ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ”


โดยผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงก็จะมีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ตในสัดส่วนที่สูงขึ้นได้ในทุกช่วงระยะเวลาของการลงทุน ตัวอย่าง ระยะเวลาลงทุน 3 – 5 ปี คนที่ รับความเสี่ยงต่ำ แนะนำให้ลงทุนใน เงินสด 100% ในขณะที่คนที่ รับความเสี่ยงปานกลาง และ รับความเสี่ยงได้สูง จะสามารถลงทุนใน หุ้น ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20% และ 40% ตามลำดับ เป็นต้น


เช่นเดียวกันกับ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่ยิ่งยาว ก็สามารถมีสัดส่วนของสินทรัพย์เสี่ยงในพอร์ตได้สูงขึ้นเช่นเดียวกัน ตัวอย่าง คุณ รับความเสี่ยงได้ต่ำระยะเวลาลงทุน 3 – 5 ปี แนะนำลงทุนใน เงินสด100% แต่ถ้าคุณมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวขึ้นเป็น 6-10 ปี หรือมากกว่า 11 ปี ก็สามารถเพิ่มสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง หุ้น ในพอร์ตขึ้นเป็น 20% และ 60% ตามลำดับ เป็นต้น


สุดท้ายนี้ Sell in May” แล้วไง?...“จัดพอร์ต” แล้วลุยไป สู่เป้าหมายซิครับ !!! เป็นโอกาสที่ดี...ที่จะได้มานั่งทบทวนดูพอร์ตการลงทุนของตัวเอง “ถ้าขาด”...ก็เติม “ถ้าเกิน”...ก็ขาย สำคัญคือ “Stay Invest” ต่อไปเพื่อให้เงินทุกบาทได้ทำงานสู่เป้าหมายการเงินที่คุณได้ตั้งเอาไว้นั่นเอง ขอให้โชคดีมีชัยในการลงทุนทุกๆ คนครับ

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us