“ตลาดโลก” ผันผวนหนัก...กลยุทธ์การลงทุนแบบ “BASF” ช่วยได้ !!!
Where2put Ur Money: ตั้งแต่ต้นปีมาเศรษฐกิจโลกเจอกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงหลายเรื่องและเป็นประเด็นที่เป็น "ที่สุด" ในรอบหลายปี ทั้งสงครามที่เกิดขึ้นในยูเครน, เงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น, การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่แรงของธนาคารกลางสหรัฐฯ, การอ่อนค่าของสกุลเงินในประเทศเอเชีย และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่กำลังทะยานขึ้นทั่วโลก และอื่นๆ อีกหลายเรื่องที่เกี่ยวโยงถึงกัน
ประเด็นที่กำลังเป็นจับตามองคือ เศรษฐกิจโลกจะหดตัวลงแค่ไหนในปีนี้และตลาดสินทรัพย์จะผันผวนมากขึ้นเพียงใด ซึ่งนั่นทำให้การลงทุนในช่วงนี้ปีเผชิญกับความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการปรับกลยุทธ์ลงทุนให้เหมาะกับตลาดเวลานี้จึงสำคัญมาก และเพื่อรับให้ได้กับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นแนวคิดการลงทุนแบบหนึ่งที่อยากแนะนำนั่นคือ "BASF" (Balance, Agility, Sustainability, Flexibility) ดังนี้ครับ
Balance: คือการที่นักลงทุนต้องมีการจัดสัดส่วนการลงทุนที่ “สมดุล” ทั้งในมิติของสินทรัพย์ จะต้องมีการกระจายการลงทุนไปยังทุกสินทรัพย์ แต่ต้องไม่กระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากจนเกินไป โดยการลงทุนในหุ้นสามัญควรกระจายลงทุนในหุ้นกลุ่ม “Value Investment” (หุ้นที่มี P/E, P/BV ต่ำและมีเงินปันผลสูง) และกลุ่ม “Growth Investment” (หุ้นที่มีอัตราการเติบโตของกำไรในอนาคตที่สูงบน P/E ที่เหมาะสม) ซึ่งการกระจายการลงทุนจะต้องเกิดความสมดุลทั้งในด้านมิติของด้านคุณภาพสินทรัพย์และด้านปริมาณ
Agility: เนื่องจากสถานการณ์การลงทุนเปลี่ยนแปลงค่อนข้างรวดเร็วและตลาดสินทรัพย์เสี่ยงมีความอ่อนไหวตลอดทั้งปีตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ดังนั้นนักลงทุนที่เป็นสไตน์ระยะกลางถึงยาวควรมีการสร้างสมดุลด้วยกระจายการลงทุนในสัดส่วนของหุ้นสามัญเป็น 2 กลุ่ม ดังเช่นในหัวข้อ Balance ในข้างต้น เพื่อลดความผันผวนของพอร์ตโฟลิโอ

“หากไม่มีเวลาติดตามการลงทุนอย่างใกล้ชิด ‘KTBST SEC’ มองว่าการลงทุนในปี2022 อาจต้องปรับการลงทุนที่รวดเร็ว ด้วยสภาพตลาดของปีนี้อาจเหมาะกับนักลงทุนประเภท ‘Trading’ เพราะตลาดสินทรัพย์ต่างๆ มีการขึ้นลงเป็นรอบสั้นๆ ในช่วงประมาณ 1 เดือน”
Sustainability: การลงทุนในปีนี้ควรมีธีมการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี “ความยั่งยืน (Sustainability)” อยู่ด้วยเช่น การลงทุนในหุ้นกลุ่ม Value Investment พร้อมกับเลือกกองทุนหรือบริษัทที่มีการทำ ESG (Environment, Social, Governance) ควบคู่ไปด้วย เนื่องจากในระยะยาวผู้จัดการกองทุนทั่วโลกและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมตลอดจนปัจจัยอื่นๆ ที่กระทบกับโลกใบนี้ นอกเหนือไปจากผลกำไรแล้วในระยะยาวจะพบว่าธุรกิจที่มี “ESG Score” สูงมักจะเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวมากกว่า
Flexibility: ข้อสุดท้าย อาจถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุดในการจัดพอร์ตลงทุน เนื่องจากในปี2022 เป็นปีที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น แต่ในทางกลับกันเริ่มมองว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นจะเกิดขึ้นในเร็ววัน โดยจากการศึกษาของ ‘KTBST SEC’ พบว่าทุกครั้งที่ Fed ขึ้นดอกเบี้ย โอกาสเกิดภาวะ “เศรษฐกิจถดถอย (Recession)” จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามจำนวนครั้งของดอกเบี้ยที่ถูกปรับขึ้น ซึ่งหาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยตามตลาดคาดการณ์ไว้ (ปี 2022 ขึ้น 7-8 ครั้ง และปี 2023 ขึ้น 3 – 4 ครั้ง) จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภาวะถดถอยในช่วงครึ่งปีแรกของปี2024 ในทันที
“ดังนั้น ‘KTBST SEC’ อยากแนะนำนักลงทุนว่า ควรมีความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตให้มาก และพร้อมที่ปรับพอร์ตมาถือ ‘เงินสด’ ให้ทันอยู่เสมอ”
เรายังไม่รู้ว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเกิดประเด็นเศรษฐกิจการเงินอะไรที่เป็น "ที่สุด" ขึ้นอีกบ้าง แต่แน่นอนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังโจทย์ท้าทายอย่างมากจาก 3 ภูมิภาคทั้งสหรัฐฯ ยุโรป และจีน แม้ว่าในเอเชียเศรษฐกิจโดยรวมจะยังไม่เห็นแนวโน้มที่จะเกิดภาวะถดถอยรุนแรง
การวางกลยุทธ์ลงทุนด้วยแนวคิด “BASF” น่าจะตอบโจทย์และเหมาะสำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่ให้นักลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ของตลาดเงิน ตลาดทุนในปีนี้
