Official Update :

“ขาดก็ซื้อ-เกินก็ขาย” กลไก “ซื้อถูก” – “ขายแพง”... เบื้องหลังความสำเร็จสู่ “เป้าหมายการเงิน” ในระยะยาว !!!

Wealthy Way: ย่างเข้าเดือนหก แต่ปัจจัยลบหลักๆ ยังคงอยู่ครบ ไม่ว่าจะ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” หรือผลกระทบในวงกว้างจากสงครามที่พร้อมจะขยายวงได้ทุกเมื่อ ไม่เฉพาะ “เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น” ไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก ที่อาจจะฉุดเศรษฐกิจโลกให้ “ชะลอตัวจนสะดุด” ได้เช่นกัน


ตลาดจะขึ้นต่อ หรือจะลง? ...ตลาด Crypto จะพังหรือไม่? จะกระทบมาถึงสินทรัพย์อื่นเป็น “วิกฤติในวิกฤติหรือเปล่า?”


สินทรัพย์ไหนจะมา... ขึ้นเพื่อลงต่อ? หรือลงสุดจนน่าซื้อหรือยัง?


เสียเวลาคาดเดาไปต่างๆ นานา เพราะ การจับจังหวะตลาด (Market Timing)” มีผลต่อองค์ประกอบของผลตอบแทนระยะยาวเพียง 1.8% (อุ๊ย...น้อยจัง) (ที่มา: “Determinants of Portfolio Performance” Gary Brinson, Randolph Hood and Gilbert Beebower)


นี่เป็นสภาพของตลาดในปัจจุบัน ที่ไม่มีใครรู้จริงๆ ...และนั่นอาจทำให้นักลงทุนไขว้เขวออกจากเส้นทาง หรือเป้าหมายการลงทุนของตัวเองไปได้ง่ายๆ เช่นกัน


ตั้งสติกันดูอีกสักครั้ง...อย่าให้ “ความผันผวนในระยะสั้น” ทำคุณห่างไกลจาก “เป้าหมายในระยะยาว” ไปโดยใช่เหตุ


ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปดูวิธีการที่ง่ายกว่าที่จะพาคุณเดินสู่เป้าหมายที่วางไว้ไปพร้อมๆ กัน



“การจัดสรรเงินลงทุน” (
Asset Allocation)...กุญแจสู่ความสำเร็จในการลงทุน-คุ้มค่า “น่าทุ่มเวลาให้”

รู้หรือไม่ว่า?...องค์ประกอบของผลตอบแทนระยะยาวมาจาก “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” เป็นสัดส่วนมากที่สุดสูงถึง 91.5%, “การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Stock Selection)” 4.6%,“การจับจังหวะตลาด (Market Timing)” 1.8% และที่เหลือมาจากปัจจัยอื่นๆ อีก 2.1% (ที่มา:“Determinants of Portfolio Performance” Gary Brinson, Randolph Hood and Gilbert Beebower)



เมื่อเป็นเช่นนี้...ทำไมเราไม่เอาเวลาส่วนใหญ่ไปใช้ใน “การจัดสรรเงินลงทุน” ของเรากันล่ะ?


ในครั้งนี้ มีคำแนะนำการจัดสรรเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกอย่าง “Vanguard” มาฝากกัน ซึ่งจะใช้สินทรัพย์ง่ายๆ เพียง 2 ประเภท ได้แก่ “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” มาจัดสรรเงินลงทุนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนทั้ง 3 แบบ ได้แก่ เน้นสร้างรายได้, เน้นสมดุล และเน้นการเติบโต


“ทั้งนี้ จะพบว่า ความสามารถในการรับความเสี่ยง ของนักลงทุนเองจะเป็นตัวกำหนดสัดส่วนน้ำหนักของ หุ้น และ ตราสารหนี้ ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละเป้าหมาย”





สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางและมีเป้าหมาย “เน้นสร้างรายได้” จะมีสัดส่วนของ ตราสารหนี้ 80% และ หุ้น 20% แต่ถ้าเป้าหมาย “สมดุล” ก็จะลงทุนใน ตราสารหนี้ และ หุ้น เท่ากัน คือ 50-50 และหากมีเป้าหมายเน้น “การเติบโต” สัดส่วนของ หุ้น จะเพิ่มเป็น 80% ในขณะที่ ตราสารหนี้ ลดลงเหลือ 20% เท่านั้น เป็นต้น


“และสัดส่วนของ หุ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของสินทรัพย์เสี่ยงนั้น ก็จะเพิ่มขึ้นในแต่ละเป้าหมายการลงทุนได้ หากคุณรับความเสี่ยงได้สูง ในทางตรงข้ามหากคุณรับความเสี่ยงได้ต่ำ สัดส่วนการลงทุนใน หุ้น ในแต่ละเป้าหมายการจะลดลงด้วยเช่นเดียวกัน”



กลไก “ซื้อถูก” – “ขายแพง”...เบื้องหลังความสำเร็จสู่เป้าหมายการเงินในระยะยาว

หนึ่งในเคล็ด (ไม่ลับ) สำหรับเรื่องของการ “จัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) นั้น ก็คือ “กระจายช่วงเวลา” ด้วยการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะโอกาสการลงทุนมีอยู่เสมอ อย่าไปจับจังหวะตลาด ให้ดูเอาจากสัดส่วนที่เรากำหนดเอาไว้เป็นเป้าหมายในการลงทุนเป็นสำคัญ


“เป็นการใช้ “วินัย” เอาเวลามาทุ่มกับเรื่องที่จะมีผลตอบแทนระยะยาวของเรามากที่สุดถึง 91.5% และน่าจะทำได้ง่ายกว่าไปหาหุ้นเด็ด หรือจับจังหวะตลาดด้วย”


เมื่อสัดส่วนเปลี่ยนไป สืบเนื่องจากภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป นั่นคือหน้าที่ของเราเจ้าของพอร์ตแล้วล่ะ  ไม่มีอะไรมากก็แค่ปรับสัดส่วนให้กลับมาเท่าเดิม แล้วเราจะแปลกใจว่า...นี่เป็น “กลไกของการซื้อถูก-ขายแพง” ในตำนานที่เป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จในการลงทุนนั่นเอง มาดูกัน


ตัวอย่าง: สมมติสัดส่วนเดิมเป็น ตราสารหนี้ กับ หุ้น’ 50-50 แต่หุ้นลงหนักในช่วงที่ผ่านมา จนทำให้สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตลดลงมาเหลือ 40% ก็เป็นจังหวะ “ซื้อหุ้นเพิ่ม 10% เพื่อให้พอร์ตกลับมามีหุ้น 50% อีกครั้ง เป็นกลไกที่ทำให้คุณได้ซื้อหุ้นตอนถูก


และหากหุ้นขึ้นไปมากจนทำให้สัดส่วนหุ้นเพิ่มเป็น 60% ก็เป็นจังหวะที่คุณต้องปรับพอร์ต “ขายหุ้นออก 10% เพื่อให้สัดส่วนหุ้นกลับมาเหลือ 50% อีกครั้ง เป็นกลไกที่ทำให้คุณได้ขายหุ้นตอนแพง (โดยไม่สนใจว่า...ตลาดจะเป็นยังไง ใช้วินัยเข้าจับ ซึ่งง่ายกว่าและคุ้มค่ากว่าในระยะยาว เพราะจะทำให้คุณลงทุนอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าภาวะตลาดจะเป็นเช่นไรก็ตาม)


“และด้วย กลไกการปรับพอร์ต (Rebalance) นี่เอง...ที่จะทำให้คุณซื้อหุ้นถูกและขายหุ้นแพงตลอดเวลา เป็นกลไกที่จะพาคุณบรรลุ เป้าหมายการเงิน ในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง”


ตั้งสติกันดูอีกสักครั้งดีมั้ย?...  “เป้าหมายการลงทุน” ของคุณ คืออะไร (อาจมีมากกว่าหนึ่งเป้าหมายก็ได้...ไม่แปลก) อย่าปล่อยให้ “ความผันผวนของตลาดในระยะสั้น”...ทำให้คุณห่างออกจาก “เป้าหมายการเงิน” ในระยะยาวโดยไม่ตั้งใจอีกเลย อย่าลืมว่า “เป้าหมาย” มีไว้ให้พุ่งชน...

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
BCP ปิดดีลซื้อกิจการ Chevron Hong Kong เปลี่ยนชื่อเป็น "Bangchak Hong Kong" ปักฐานขยายการเติบโตสู่เอเชียเหนือ
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
COCOCO ยกระดับ ESG สู่กลยุทธ์การเติบโต สร้างมูลค่าองค์กรและความเชื่อมั่นในระยะยาว
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
ลิสต์ 4 หุ้น Laggards ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม ต้นทุนผ่านจุดพีค หนุนครึ่งปีหลังฟื้น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Banking
ธอส. จัดโปร 7.7 ชวนเป็นเจ้าของบ้านคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า กับงานประมูลบ้านมือสองออนไลน์ ครั้งที่ 5 จัดเต็ม ดอกเบี้ย 0% นานสูงสุด 2 ปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
REIT ยังน่าลงทุนไหม? เมื่ออัปไซด์เริ่มจำกัด แต่ปันผลยังเด่น
เมื่อ 5 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us