สถิติฟ้อง “หุ้น Healthcare” ยืนหนึ่งกำไรโตได้แม้ ‘ศก.ถดถอย’... ส่วน “หุ้นเวียดนาม” ร่วงหนัก-จังหวะดีสำหรับการลงทุน ‘ระยะยาว’ !!!
Fun of Funds: แม้ “เงินเฟ้อ” สหรัฐในเดือนต.ค.ประกาศออกมา 7.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดสะท้อนภาพว่าน่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังเป็น “เงินเฟ้อระดับสูง” ซึ่งนั่นจะทำให้ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสยบเงินเฟ้อลงให้ได้ตามเป้า และนั่นย่อมจะส่งผลต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอย่างเลี่ยงไม่ได้
โดยทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) เองคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลงเหลือ 1.6% และ 1.0% ในปี22 และ23 ตามลำดับ
แต่ในภาวะเช่นนี้ “หุ้นสุขภาพ” (Healthcare) ก็ยังเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ไม่มีสะดุดแม้เจอ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession)
นอกจากนี้ “หุ้นเวียดนาม” เองที่ดิ่งหนักตั้งแต่ต้นปีแล้วกว่า -40% เมื่อเทียบกับพื้นฐานก็ถือว่าน่าสนใจเช่นเดียวกัน
ทำไม 2 ธีมนี้จึงยังคงน่าสนใจ ตามไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กับทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ได้เลย

“หุ้น Healthcare”...สถิติฟ้องผลประกอบยังโตแข็งแกร่ง-แม้ศก.เข้าสู่ “ภาวะถดถอย”
การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและโอกาสที่เศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น อาจทำให้นักลงทุนเป็นกังวล แต่ธีม “หุ้น Healthcare” ก็ยังเป็นทางเลือกที่ต่อสู้กับวงจรเศรษฐกิจในช่วงขาลงได้เป็นอย่างดี
โดย “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้เวลธ์ บมจ.ธนาคารทิสโก้ บอกว่า จากข้อมูลในอดีตที่ผ่านมา สามารถยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า หุ้นกลุ่ม “Healthcare” เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ผลประกอบการสามารถเติบโตสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงวิกฤตฟองสบู่ดอทคอม (Dotcom) ปี 2000 , วิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Sub – Prime Mortgage Crisis) ปี 2007-2009 และ วิกฤตน้ำมัน (Oil Crash) ปี 2015-2016 ที่ “กำไรต่อหุ้น” ของหุ้น ‘กลุ่ม Healthcare’ สามารถเติบโตได้ในระดับ 14.6%, -0.1% และ 14.2% ตามลำดับ เทียบกับ ‘ดัชนี S&P 500’ ที่ปรับตัวลดลง -25.9%, -49.2% และ -6.6% ตามลำดับ

(ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์)
“สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้และต้องการลงทุนในตลาดหุ้น แนะนำให้เน้น ‘หุ้นกลุ่มHealthcare’ เพราะเป็นอุตสาหกรรมได้รับอานิสงส์ระยะยาวจากการเปลี่ยนโครงสร้างของจำนวนประชากรผู้สูงอายุที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ตลอดจนนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หุ้นกลุ่ม Healthcare ก็ยังเป็นกลุ่มที่มีรายได้และกำไรมีความสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ และมีอำนาจในการปรับราคาสินค้าขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ (Pricing Power) อีกด้วย”
โดยปัจจุบัน “หุ้นกลุ่ม Healthcare” ซื้อขายที่ราคาหุ้นเทียบกับคาดการณ์กำไรในอนาคต (Fwd P/E) เพียง 16.37 เท่านับว่าเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตย้อนหลัง 10 ปี และต่ำกว่า Fwd P/E ของดัชนี S&P500 ที่ 17.33 เท่า โดยอุตสาหกรรมย่อยในกลุ่ม Healthcare ที่ผลประกอบการสามารถเติบโตสวนสภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้อย่างแข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มไบโอเทคโนโลยี (Biotechnology) และ Health Care Equipment & Services ซึ่งมีอัตราการเติบโตของกำไรในช่วงเศรษฐกิจถดถอย โดยเฉลี่ยสูงถึง 11% และ 7% ตามลำดับ
ชี้ “หุ้นเวียดนาม” ร่วงหนัก...โอกาสดีสำหรับ “นักลงทุนระยะยาว”
อีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนไทยที่ชื่นชอบความเสี่ยงให้ความสนใจก็คือ “หุ้นเวียดนาม” ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งแต่ราคาหุ้นกลับวิ่งสวนทาง ตั้งแต่ต้นปีดิ่งไปแล้วกว่า -40% แต่ก็ยังเป็นพิกัดการลงทุนที่โดดเด่น
ด้าน “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย มองว่า “ตลาดเวียดนาม” เป็นหนึ่งในกลุ่มตลาดเอเชียที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว จากระดับราคาที่อยู่ในระดับที่น่าสนใจลงทุน รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 3 ยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ภาคการบริการเติบโตได้ดีจากแรงหนุนการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นตัว ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือนอยู่ที่ 2.9% YoY ซึ่งยังคงต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อเป้าหมายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ที่ 4% ในปีนี้ (ที่มา: General Statistics Office, 29 Oct 2022) นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายการต่อต้าน Corruption ซึ่งมีแนวโน้มเดินหน้าตรวจสอบเรื่องการทุจริตในโครงการต่างๆ รวมถึงการออกหุ้นกู้ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ และธนาคาร นำไปสู่ความเสี่ยงในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นปัจจัยหนุนให้ตลาดเวียดนามมีโอกาสเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ

(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“แม้ว่า ‘หุ้นเวียดนาม’ จะมีความผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากมีจำนวนนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่นิยมใช้การเทรดที่ใช้เงินที่ยืมมาในการเทรดในสินทรัพย์นั้นๆ ในปริมาณที่มากขึ้น (Margin Trading) ทำให้ตลาดมีความผันผวนจากแรงขายนักลงทุนรายย่อย และเกิดการบังคับขายเมื่อหลักประกันหนี้มีมูลค่าลดลงเมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ที่ซื้อไว้แล้ว (Margin Force Sell) โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดมีสภาพคล่องต่ำ แต่การปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมานั้นถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะยาว จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ”
ใครที่รับความเสี่ยงได้ กำลังมองหาโอกาสสำหรับการลงทุนระยะยาว เชื่อว่าทั้ง 2 ธีม “หุ้น Healthcare” และ “หุ้นเวียดนาม” ยังเป็นทางเลือกของคำตอบที่สามารถสร้างโอกาสให้กับคุณได้ไม่มากก็น้อย
