“กองหุ้นปันผลสูง” คว้า "จุดเด่น" หุ้นไทย... “ปั้นความมั่งคั่ง” ตอบโจทย์การลงทุน !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นไทย” ผลตอบแทนดิ่งไปแล้ว -10.57% แต่กลุ่ม “กองหุ้นปันผลสูง” ยังให้ผลตอบแทนได้เฉลี่ยระดับ 7 – 8%
และยังเป็นกลุ่มกองทุนที่ “ผลงานดีสุด” ในปีนี้อีกด้วย !!!
แม้ “หุ้นไทย” ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยากจะคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของเงินลงทุน (Capital Gain) ก็จริงอยู่ แต่กลับยังสามารถคาดหวัง “ปันผลที่ดี” ได้อย่างสม่ำเสมออยู่ และกลายมาเป็น “จุดเด่น” ของตลาดหุ้นไทยในปัจจุบัน
ด้วยมูลค่าที่ “ไม่แพง” มี Forward 12M P/E ที่ 13.05 เท่า ถูกกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 15.55 เท่า โดบคาดว่ากำไรบจ.ปีหน้าจะโตได้ +7.56% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 19 ธ.ค. 25) และกลุ่ม “SETHD” น่าจะปันผลสูงในระดับ 6.8% ในปีหน้า ก็ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “หุ้นปันผลสูง” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "หุ้นปันผลสูง"…คว้า "จุดเด่น" หุ้นไทย ตอบโจทย์การลงทุน
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น “กองทุนหุ้นไทย” ที่เน้น “หุ้นปันผลสูง” เป็นสำคัญและเป็น Active Fund ทั้งหมด โดยมีนโยบาย “ปันผล” 2 กอง และ “สะสมมูลค่า” อีก 2 กอง ซึ่งมีสไตล์การลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ประกอบด้วย
- “TISCOHD-A: กองทุนเปิด ทิสโก้ ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน ชนิดผู้ลงทุนทั่วไป” ของบลจ.ทิสโก้ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity Large Cap” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นปันผลสูง” ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะพิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี “SET High Dividend 30 Total Return Index”
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ 30 พ.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
ธนาคาร 39.99%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 19.95%
-
พาณิชย์ 15.25%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.64%
-
เงินทุนและหลักทรัพย์ 5.15%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) PTT 9.25%, 2) KBANK 8.92%, 3) SCB 8.91%, 4) BBL 8.87% และ 5) KTB 8.85% ตามลำดับ”

- ถัดมาเป็น “ES-DIV: กองทุนเปิดอีสท์สปริง หุ้นปันผล” ของบลจ.อีสท์สปริง เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity Large Cap” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นปันผลสูง” ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดหลักทรัพย์ mai ที่มีประวัติการจ่ายปันผลดี สม่ำเสมอ และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลดีในอนาคต โดยมีเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้ 1.มีประวัติการจ่ายเงินปันผลในอดีตในระดับสูง (ประมาณ 1-3 ปีย้อนหลัง) หรือ 2.มีแนวโน้มและคาดการณ์การจ่ายปันผลในอนาคตที่ดี
กองทุนมีนโยบาย “จ่ายเงินปันผล” ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจ่ายปันผลแล้ว 7 ครั้ง รวม 1.5358 บาท/หน่วย
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ 31 ต.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
ธนาคาร 52.88%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 23.89%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 7.96%
-
พาณิชย์ 4.70%
-
อาหารและเครื่องดื่ม 3.43%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) KBANK 10.62%, 2) KTB 10.42%, 3) SCB 9.63%, 4) PTT 9.28% และ 5) PTTEP 9.02% ตามลำดับ”
- มาต่อกันด้วย “ONE-SETHD: กองทุนเปิด วรรณ เซ็ท ไฮ ดิวิเดนด์ หุ้นทุน” ของบลจ.วรรณ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity General” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นปันผลสูง” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยจะพิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นที่อยู่ในดัชนี “SET High Dividend 30 Total Return Index” เป็นหลัก
กองทุนมีนโยบาย “จ่ายเงินปันผล” ไม่เกินปีละ 4 ครั้ง ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจ่ายปันผลแล้ว 8 ครั้ง รวม 1.45 บาท/หน่วย
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ 31 ต.ค. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-
ธนาคาร 55.06%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 24.95%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 7.26%
-
พาณิชย์ 3.87%
-
ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2.96%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) KTB 10.63%, 2) KBANK 10.58%, 3) SCB 9.59%, 4) PTT 9.56% และ 5) BBL 9.41% ตามลำดับ”

- ปิดท้ายกันด้วย “LHEQDPLUS-A: กองทุนเปิด แอล เอช หุ้นปันผล พลัส ชนิดสะสมมูลค่า” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity General” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นปันผลสูง” ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยลงทุนในหุ้นที่มีประวัติการจ่ายเงินปันผล และมีแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลที่ดี
โดยมีหลักเกณฑ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ดังนี้ 1. ประวัติการจ่ายเงินปันผลในอดีตย้อนหลังอย่างน้อย 1-3 ปี และ/หรือแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลในอนาคต 2. ผลประกอบการในอดีต และ/หรือผลประกอบการปัจจุบัน และ/หรือแนวโน้มการเติบโตในอนาคต
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 28 พ.ย. 25) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ได้แก่
-
ธนาคาร 50.63%
-
พลังงานและสาธารณูปโภค 23.33%
-
พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 8.04%
-
พาณิชย์ 4.62%
-
อาหารและเครื่องดื่ม 2.99%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) KBANK 9.71%, 2) KTB 9.30%, 3) SCB 9.28%, 4) PTT 8.97% และ 5) PTTEP 8.82% ตามลำดับ”
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” การโฟกัสไปยัง “กลุ่มหุ้นปันผลสูง” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นหนึ่งใน “จุดเด่น” ของตลาดหุ้นไทย ซึ่งกลุ่ม “กองหุ้นปันผลสูง” จะช่วยเติมเต็มพอร์ตให้คุณได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
