“กองหุ้นอินเดีย” ปีนี้ “แดงยกแผง” ตามดัชนี ติดลบเฉลี่ย -11.50%... “B-INDIAMRMF” ดีสุด -5.59% “SCBINDIAP” ร่วงสุด -15.22% มอง “ไม่แพง-น่าสนใจ” โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นอินเดีย” (Sensex) ปรับตัวลงแล้วกว่า -11.49% (ที่มา: Google Finance, วันที่ 14 พ.ค. 26) ทำให้ “กองทุนหุ้นอินเดีย” ร่วงยกแผง-แดงทั้งกระดาน ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -11.50%
หลังเจอมรสุม “สงคราม” ทั้งสงครามการค้ากับสหรัฐ และพิษจากสงครามตะวันออกกลาง ตลอดจนเงินไหลออกและการปรับฐานของตลาดหลังจากขึ้นมาอย่างต่อเนื่องก่อนหน้า
จนปัจจุบัน “หุ้นอินเดีย” ไม่ใช่ตลาดที่แพงเช่นในอดีต แต่เริ่ม “สมเหตุผลและน่าสนใจ” มูลค่าสมเหตุสมผลขึ้นสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” โดยมี Forward 12M P/E ที่19.05 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 20.31 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.ยังเติบโต +16.77% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 8 พ.ค. 26)
โดยปัจจัยบวกที่สำคัญยังคงเป็นพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง คาดโต 6.5% ในปีนี้และปีหน้า (ที่มา: World Economic Outlook, April 2026) ถือว่าสูงมากสำหรับเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคในประเทศ รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นบานขนาดใหญ่ของภาครัฐเป็นสำคัญ
นี่จึงทำให้ “หุ้นอินเดีย” ยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจตลาดหนึ่งของโลก ที่สำคัญ “ไม่แพง” เช่นในอดีตอีกด้วย
สำหรับ 5 “กองหุ้นอินเดีย” ที่มีผลงาน “ดีสุด-แย่สุด” ปีนี้ เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

5 “กองหุ้นอินเดีย” ปีนี้ ผลงาน “สุดปัง” ติดลบเฉลี่ย -7.27%...“B-INDIAMRMF” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด -5.59%
จากการสำรวจผลงานของ “กองหุ้นอินเดีย” ปีนี้ (ณ วันที่ 12 พ.ค. 26) พบว่า มีกองทุนทั้งหมด 43 กอง “ร่วงยกแผง-แดงทั้งกระดาน” ผลตอบแทน “ดิ่งตามดัชนี” ติดลบเฉลี่ย -11.50% (ดีสุด -5.59%, แย่สุด -15.22%)
สำหรับ “กองหุ้นอินเดีย” ที่มีผลงานปีนี้ ดีสุด 5 อันดับแรก (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนเดียวกัน) นั้น ทำผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -7.27% นำมาโดย
1) “B-INDIAMRMF” ของบลจ.บัวหลวง -5.59%
2) “TISCOINA-A” ของบลจ.ทิสโก้ -7.17%
3) “TISCOIN” ของบลจ.ทิสโก้ -7.54%
4) “KKP INDIA RMF-UH” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร -7.64%
5) “PRINCIPAL INDIAEQ-C” ของบลจ.พรินซิเพิล -8.39%

5 “กองหุ้นอินเดีย” ผลงานปีนี้ “สุดแป้ก” ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย -14.66%...“SCBINDIAP” ร่วงหนักสุด -15.22%
ส่วน 5 “กองหุ้นอินเดีย” ที่ผลตอบแทนปีนี้อยู่ท้ายตารางนั้น ติดลบเฉลี่ย -14.66% ประกอบด้วย
1) “SCBINDIAP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -15.22%
2) “KFINDIARMF” ของบลจ.กรุงศรี -15.12%
3) “SCBINDEQ(A)” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ -14.78%
4) “K-INDX” ของบลจ.กสิกรไทย -14.38%
5) “MINDIA” ของบลจ.เอ็มเอฟซี -13.82%
“หุ้นอินเดีย” ปรับฐานต่อเนื่อง...มอง “โอกาสลงทุน” สำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว”
สำหรับ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ในวันนี้ ไม่ใช่ตลาดที่แพงเช่นในอดีต หลังปรับฐานต่อเนื่องจนปัจจุบัน ราคากลับมา “ถูกและสมเหตุผล” เป็นโอกาสสำหรับการลงทุนระยะ “ปานกลาง-ยาว” เลยทีเดียว แม้ระยะสั้นตลาดยังคงเผชิญกับความผันผวนอยู่ก็ตาม โดยนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกมอง “หุ้นอินเดีย” ยังมีปัจจัยบวกที่สำคัญหลายประการ ได้แก่
- เศรษฐกิจในประเทศแข็งแกร่ง: GDP ของอินเดียยังคงขยายตัวได้ที่ระดับ 6.5% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากการบริโภคภายในประเทศ (Private Consumption)
- นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย: “ธนาคารกลางอินเดีย. (RBI) มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามทิศทางเงินเฟ้อที่เริ่มคงตัว (เป้าหมายเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ 2.1% - 3.4%)
- การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน: รัฐบาลยังคงรักษาการใช้จ่ายด้านทุน (Capex) ไว้ในระดับสูง โดยเฉพาะในโครงการพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์
- สภาพคล่องภายในประเทศ: แม้ต่างชาติจะขาย แต่ในประเทศมีแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบัน (DII) และการลงทุนผ่านระบบ SIP (Systematic Investment Plan) ที่แข็งแกร่งมาก ช่วยพยุงตลาดไม่ให้ทรุดตัวหนัก
“หุ้นอินเดีย” ปัจจุบัน หลังปรับฐานลงมา จึงเป็น “โอกาสลงทุน” ตอบโจทย์นักลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” ที่สามารถทนความผันผวนจาก “พิษสงคราม” ได้ โดยยังเป็นธีมของการเติบโตในระยะยาวเป็น “จุดเด่น” ที่สำคัญของตลาดอินเดีย ที่โตได้จากภายใน ไม่ต้องพึ่งภาคต่างประเทศมากนัก ถือเป็นอีกตลาดที่ไม่ควรละเลยทีเดียว
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
