จับตา! กฎหมายใหม่คุมราคาน้ำมัน กับอนาคตของหุ้นกลุ่มปั๊ม

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานกำลังดำเนินการร่างกฎหมายใหม่เพื่อบริหารจัดการโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ซึ่งร่างกฎหมายเสร็จเรียบร้อยแล้วและรอเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร คาดว่ากฎหมายฉบับใหม่จะสามารถบังคับใช้ได้หลังปีใหม่ 2568 โดยจะนำมาใช้แทน พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง


และจะมีกรอบควบคุมด้านราคาที่ชัดเจน รวมถึงกำหนดเพดานภาษี และข้อกำหนดเกี่ยวกับการผสมแก๊สโซฮอล์และไบโอดีเซล โดยมีกระทรวงพลังงานเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด และจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังเพื่อหารือข้อสรุปด้านภาษีร่วมกันควบคู่ไปกับการออกกฎหมายฉบับใหม่ และจะทำให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคากับทุกๆ ฝ่าย


ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องดีแต่อาจประสบปัญหาไปถึงหุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมัน เนื่องจากมีการตรึงราคาค่าการตลาด และการคุมราคาขายปลีก ซึ่งผลกระทบจะเป็นอย่างไรต้องรอติดตามในระยะถัดไป


แต่วันนี้ Wealthy Thai ขอพานักลงทุนไปสำรวจแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/67 และอัปเดตภาพรวมธุรกิจของหุ้นกลุ่มปั๊มน้ำมันว่าจะเป็นอย่างไร


โดยบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ของหุ้น OR, PTG, BCP ไว้ดังนี้ สำหรับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มองกำไรปกติไตรมาส 2/2567 ที่ประมาณ 2,700 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และประกาศคงเป้าหมายการขยายสาขาในปี 2567 ทั้งในส่วนของธุรกิจ oil และ non-oil


ส่วนธุรกิจ Mobility ตั้งเป้าเพิ่ม 100 สาขา, Lifestyle เพิ่ม 300 สาขา และ Global เพิ่มสถานีบริการ 30 แห่งและคาเฟ่ 50 แห่ง พร้อมคาดว่าปริมาณขายน้ำมันจะเพิ่มขึ้น 3-4% ตามกำลังซื้อและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว การลงทุนในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็น Mobility 38%, Lifestyle 44%, Global 9%, และ Innovation & New Business 9% ทั้งนี้แนะนำ "Trading Buy" ที่ราคาเป้าหมาย 21.50 บาท/หุ้น เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดี


บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2567 ที่ 422 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 281% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 64% จากไตรมาสก่อน หนุนจากธุรกิจน้ำมันและ Non-oil ที่ขยายตัวต่อเนื่อง โดยธุรกิจน้ำมัน PTG สามารถขยายสาขาและเพิ่มยอดขายต่อสาขาได้ ส่งผลให้ปริมาณขายโต 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงการผ่อนปรนราคาดีเซลของรัฐ ส่งผลให้ค่าการตลาดน้ำมันโต 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 10% จากไตรมาสก่อน คงคำแนะนำ “Trading Buy” ราคาเป้าหมาย 10.1 บาท รอดูความชัดเจนของกฎหมายโครงสร้างราคาน้ำมันในไตรมาส 4/2567 หากไม่มีการแทรกแซงหนัก คาดว่า PTG จะมีโอกาสฟื้นตัวในปี 2568


บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2/2567 ที่ 1,972 ล้านบาท +331% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ -19% จากไตรมาสก่อน โดยกำไรสุทธิเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนจาก stock gain, การรับรู้กำไรจาก BSRC และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากแหล่งใหม่ของ OKEA


อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิลดลงจากไตรมาสก่อนเนื่องจากการปิดซ่อมโรงกลั่นและค่าการกลั่นที่ลดลง คาดว่ากำไรจะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนในไตรมาส 3/2567 เนื่องจากไม่มีการปิดซ่อม แต่อาจมีความเสี่ยงจาก stock loss หากราคาน้ำมันดิบผันผวนอย่างมาก มองเป็นโอกาสทยอยสะสม BCP ด้วยราคาเป้าหมายปี 2567 ที่ 55.0 บาท รับการฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง 2567 และกำไรในระยะยาวที่สูงกว่า pre-covid


สำหรับบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC กำไรปกติไตรมาส 2/67 คาดลดลงเหลือ 190.2 ล้านบาท จาก 3.9 พันล้านบาทในไตรมาสก่อนหน้า ผลจากขาดทุน 456.9 ล้านบาท และค่าการกลั่นที่ลดลงเหลือ 2.4 เหรียญฯ/บาร์เรล กำไรพิเศษคาดลดลง 52.4% เหลือ 856.9 ล้านบาท เนื่องจากกำไรสต็อกน้ำมันที่ลดลง คาดกำไรไตรมาส 3/67 ฟื้นตัวจากค่าการกลั่นที่ฟื้นในช่วงฤดูขับขี่และเฮอริเคน รวมถึงต้นทุนขนส่งที่ลดลง


ส่วนบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า SPRC ได้รับอนุมัติให้เปิดใช้งานทุ่นผูกเรือน้ำลึกกลางทะเล (SPM) ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค. 2567 หลังเกิดเหตุการณ์น้ำมันรั่วเมื่อ ม.ค. 2565 การเปิดใช้งาน SPM จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งน้ำมันและยกระดับค่าการกลั่นให้สูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/2567 เป็นต้นไป การเปิดใช้งาน SPM คาดว่าจะเป็น Sentiment บวกต่อราคาหุ้น SPRC และจะหนุนกำไรในไตรมาส 3/2567 ให้ดีกว่าคู่แข่ง คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาที่เหมาะสม 10.80 บาท ข่าวนี้ยังเป็นบวกต่อ PTTGC ที่ใช้ท่อรับน้ำมัน SPM ร่วมกันกับ SPRC


สุดท้ายบริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO คาดกำไรสุทธิปี 2567 อาจลดลงจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า BYD ที่ปรับลดลงเหลือ 3,300 คัน แต่ยังได้ประโยชน์จากมาร์จิ้นการตลาดและยอดขายน้ำมันส่งออกที่เพิ่มขึ้น พร้อมรับประโยชน์จากการขายหุ้น SUSCO Retail 49% ให้ Sinopec ซึ่งช่วยเพิ่มทุนและปรับปรุงการดำเนินงาน ปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” และลดราคาเป้าหมายจาก 6.0 บาท เป็น 4.1 บาท