รู้ “สิทธิลดหย่อน”...เพื่อ “ลดภาษี” !!!

Wealth EZ: ช่วงปลายปี นอกจากจะเป็นช่วงของเทศกาลแห่งความสุข ก็ยังเป็นเทศกาลทางการเงินด้วย ก็คือ เทศกาลของ “การวางแผนภาษี” เพราะ “สรรพากร” จะคิดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จากเงินได้สุทธิที่เกิดในแต่ละปีภาษี ดังนั้น หากต้องการประหยัดภาษี ต้องทำให้เสร็จภายในสิ้นปี


“การเก็บภาษีเงินได้” ของสรรพากรจะเก็บจากเงินได้สุทธิ (ตามสมการข้างล่าง)

เงินได้ (ต่อปี) - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ

เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี = เงินภาษีที่ต้องจ่าย


โดยอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยเป็นแบบ “อัตราก้าวหน้า” คือ ยิ่งมีเงินได้สุทธิมาก ก็ต้องเสียภาษีในอัตราที่สูง ทำให้ต้องเสียภาษีมาก ดังนั้น หากต้องการเสียภาษีเงินได้น้อยๆ ก็ต้องทำให้เงินได้สุทธิเหลือน้อยๆ และเครื่องมือหนึ่งในการทำให้เงินได้สุทธิเหลือน้อยๆ คือ “ค่าลดหย่อน”


“ค่าลดหย่อน” คือ สิทธิประโยชน์ที่สรรพากรให้เพื่อช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถลดจำนวนเงินได้สุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษี ทำให้ภาระภาษีที่ต้องจ่ายลดลง โดยค่าลดหย่อน ตีความได้ ดังนี้

  • “สิทธิประโยชน์ที่สรรพากรให้” แปลว่า เป็นสิทธิที่มีประโยชน์ ไม่เป็นโทษ สรรพากรให้กับทุกคน ไม่สำคัญว่าจะอายุเท่าไร เพศอะไร อาชีพอะไร ให้ฟรี ไม่ต้องซื้อ ส่วนใครจะใช้หรือไม่ใช้ ก็แล้วแต่คนนั้น

  • “เพื่อช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถลดจำนวนเงินได้สุทธิที่ต้องนำไปคำนวณภาษี” หลายคนมักเข้าใจผิดในเรื่องนี้ คิดว่า ค่าลดหย่อนสามารถเอาไปหักออกจากภาษีเงินได้ที่ต้องเสียได้ตรงๆ แต่จริงๆ แล้ว ค่าลดหย่อนจะช่วยให้เงินได้สุทธิลดลง (ตามสมการข้างบน) เมื่อเงินได้สุทธิลดลง ภาษีเงินได้ที่ต้องเสียก็ลดลงตาม

“ค่าลดหย่อน” จึงเป็น “ของฟรี และ ดี ที่มีในโลก” ที่ช่วยบรรเทาภาระภาษีที่ต้องจ่ายได้ จึงควรศึกษาและใช้ประโยชน์จาก “ค่าลดหย่อน” ให้เต็มที่ และถูกกฎหมาย


ทำไมสรรพากรถึงต้องให้ “ค่าลดหย่อน”

เนื่องจาก “สรรพากร” เป็นหน่วยงานภาครัฐจึงมีภาระกิจในการสนับสนุนการเจริญเติบโตและความมั่นคงด้านเศรษฐกิจและสังคม ภาระกิจนี้จึงเป็นเป้าหมายหลักที่สรรพากรให้มีค่าลดหย่อน ซึ่งสามารถระบุเหตุผลของการให้ “ค่าลดหย่อน” ดังนี้

  1. ส่งเสริมการออมและการลงทุน เช่น กองทุน RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, เบี้ยประกันชีวิต, เบี้ยประกันบำนาญ ฯลฯ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนวางแผนการเงินในระยะยาว มีการออมและการลงทุน ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เราแล้ว ยังช่วยลดภาระของรัฐบาลในการดูแลสวัสดิการในอนาคตอีกด้วย

  2. กระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ค่าลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย, โครงการ “Easy E-Receipt”, มาตรการเที่ยวเมืองรอง ล้วนมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

  3. ส่งเสริมการช่วยเหลือสังคม เช่น ค่าลดหย่อนจากการบริจาคเพื่อจูงใจให้ประชาชนช่วยเหลือสังคมด้วยการบริจาคเงินให้กับโรงเรียน โรงพยาบาลรัฐบาล มูลนิธิ วัด

  4. บรรเทาภาระครอบครัว เช่น ค่าลดหย่อนบุตร ค่าลดหย่อนคู่สมรส ค่าลดหย่อนพ่อแม่ เป็นต้น เพื่อลดปัญหาทางการเงินของครอบครัว เมื่อเรามีเงินเหลือมากขึ้น ก็จะจัดการชีวิตทางการเงินได้ดีขึ้น ครอบครัวมีความมั่นคงทางการเงินเพิ่มขึ้น

  5. สร้างความเป็นธรรมทางภาษี ผู้ที่มีภาระทางการเงินมาก ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีบุตรหรือคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ ก็จะได้สิทธิค่าลดหย่อนเพื่อลดภาระภาษีได้มาก ทำให้การจัดเก็บภาษีมีความสมดุลและสอดคล้องกับภาระชีวิตจริง


“ค่าลดหย่อน” มีกี่ประเภท

หมวดค่าลดหย่อนพื้นฐาน (ส่วนตัวและครอบครัว)

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

  • ค่าลดหย่อนคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้ 60,000 บาท ต้องเป็นคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย 

  • ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกินท้องละ 60,000 บาท 


  • ค่าลดหย่อนบุตร หักลดหย่อนได้ 30,000 บาท/บุตร 1 คน แต่หากเป็นบุตรคนที่สองขึ้นไปและเกิดตั้งแต่ปี 2561 ขึ้นไป จะหักลดหย่อนได้ 60,000 บาท/บุตร 1 คน บุตรต้องไม่มีเงินได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไปในปีภาษีนั้น

  • ค่าลดหย่อนบิดามารดา หรือที่เรียกกันว่า “ภาษีลูกกตัญญู” ให้หักลดหย่อนพ่อแม่ของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาทและหักลดหย่อนได้สำหรับพ่อแม่ของคู่สมรสที่ไม่มีเงินได้อีกคนละ 30,000 บาท เงื่อนไขพ่อแม่ต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และพ่อแม่ต้องมีเงินได้ในปีที่ใช้สิทธิ ไม่เกิน 30,000 บาท

  • ค่าอุปการะคนพิการ หรือคนทุพพลภาพ ลดหย่อนได้ 60,000 บาท/คน เงื่อนไขบุคคลทุพพลภาพ หรือผู้พิการต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทในปีภาษีนั้น 


หมวดค่าลดหย่อน “กลุ่มประกัน”

  • ประกันสังคม อัตราเงินสมทบประกันสังคม ม.33 อยู่ที่ 5% ของเงินเดือน (เพดานเงินเดือนสูงสุด 15,000 บาท) แต่ถ้าเป็นผู้ประกันตน ม.39 อัตราเงินสมทบ 432 บาท/เดือน หรือเท่ากับ 5,184 บาท/ปี

  • เบี้ยประกันชีวิต ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเบี้ยประกันชีวิตได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท เงื่อนไข ประกันชีวิตที่จะลดหย่อนได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป และทำประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น 

  • เบี้ยประกันสุขภาพ ลดหย่อนภาษีได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท/ปี เมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

  • เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ลดหย่อนได้ตามจ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งพ่อแม่ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/ปี

  • เบี้ยประกันชีวิตบำนาญ ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี และต้องไม่เกิน 200,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว จะต้องไม่เกิน 500,000 บาท 


หมวดค่าลดหย่อน “กลุ่มการออม
 และการลงทุน

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)หักลดหย่อนได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท  

  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข.กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน ใช้ลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วไม่เกิน 500,000 บาท 

  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท แต่เมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้ว ไม่เกิน 500,000 บาท 

  • กองทุนรวมเพื่อการออม(SSF) ลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท และเมื่อรวมกับการออมเงินเพื่อเกษียณอื่นแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

  • กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (TESG) ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และสูงสุดได้ไม่เกิน 100,000 บาท (เฉพาะปี 2567-2569 ลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท)


หมวดค่าลดหย่อน “กลุ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย และต้องเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมจากในประเทศลดหย่อนได้ตามจริง ไม่เกิน 100,000 บาท 

  • โครงการ “Easy E-Receipt” ที่ให้ประชาชนนำใบเสร็จค่าใช้จ่ายในรูปแบบ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt ที่ได้ในช่วง 1 มกราคม 2567 - 15 กุมภาพันธ์ 2567 มาลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง สูงสุด 50,000 บาท

  • โครงการเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท


หมวดค่าลดหย่อน “กลุ่มบริจาค

  • เงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดเงินบริจาค โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอย่างอื่น 

  • เงินบริจาคให้แก่สถานพยาบาลของรัฐลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่าของยอดเงินบริจาค โดยรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอย่างอื่นแล้ว 

  • เงินบริจาคทั่วไป เช่นบริจาคเพื่อสาธารณกุศลให้แก่วัดวาอาราม มูลนิธิ สถานสงเคราะห์ เป็นต้น ลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อนอย่างอื่น และค่าลดหย่อนแบบจ่าย 1 ได้ 2 แล้ว

  • เงินบริจาคให้พรรคการเมืองลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่บริจาคจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาท


Benjamin Franklin” กล่าวไว้ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ยกเว้น ความตาย และ ภาษี” หมายถึง ทุกไม่สามารถหนีความตายและภาษีได้ แต่ด้วย “ค่าลดหย่อน” สามารถลดภาระภาษีได้อย่างถูกกฎหมาย


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, และ www.tfpa.or.th

สาธิต บวรสันติสุทธิ์

นักวางแผนการเงิน CFP®

Most Viewed
Stock of the Day
JAS เดิมพันครั้งใหญ่ ทุ่ม 70 ล้านเหรียญ คว้าบอลโลก 2 สมัย หวังดันสมาชิก Monomax แตะ 2 ล้านราย ปักธง Sports&Entertainment ระดับภูมิภาค
Updated 1 day ago
News Highlight
กลุ่มบริษัทบางจาก ร่วมกับ เครือโรงพยาบาลพญาไท - เปาโลและพันธมิตรด้านบริการอาหาร ดันโครงการ Fry to Fly
Updated 1 day ago
Wealth EZ
บทเรียน “วัยเกษียณ” ของพ่อแม่...ที่ “ไม่ขอซ้ำรอยเดิม” !!!
Updated 1 day from now
Fun of Funds
“ASP-AAA-A” กองทุนผสมสายกลาง “ลดความผันผวน”.. เพิ่มโอกาสสร้าง “ผลตอบแทนที่ดี” ในระยะยาว !!!      
Updated 50 minutes from now
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ “ซบ” ตามดัชนี เฉลี่ย -3.42%... “TVIETNAM” แชมป์สูงสุด +4.16% “PRINCIPAL VNEQ-USD” ร่วงสุด -10.30% โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” เหตุ “ถูก-กำไรโตดี” !!!
Updated 15 hours ago
Follow Us