“PVD” เป็นทั้ง “สวัสดิการ” & “การลงทุน”...ที่ให้ “ผลประโยชน์” รอบด้าน !!!
Where2put Ur Money: ในช่วงปลายปีแบบนี้ นอกจากการจัดสรรเงินลงทุนสำหรับซื้อกองทุน SSF RMF และ TESG เพื่อลดหย่อนภาษีแล้ว การวางแผนการลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” หรือ “Provident Fund: PVD” ก็เป็นสิ่งสำคัญที่เพื่อนๆ วัยทำงานไม่ควรมองข้ามกัน
เนื่องจากการลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถือว่าให้ประโยชน์กับเราแบบรอบด้าน เปรียบเสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ในบทความนี้ “ไทร” จะมาสรุปประโยชน์ต่างๆ ที่เราได้รับจาก “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ให้เพื่อนๆ เข้าใจง่ายๆ กันค่ะ
1.สร้าง “ผลตอบแทนทบต้นทันที” ณ วันลงทุน
การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะซื้อหุ้น กองทุน ตราสารหนี้ ทองคำ หรือคริปโทเคอร์เรนซี เราล้วนแต่ต้องพิจารณาถึง “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” เมื่อผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงความผันผวนก็สูงตาม
แต่ทางเลือกการลงทุนอย่างนึงที่ไม่เหมือนใคร และมีความพิเศษมาก ๆ ก็คือ “ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งเป็นการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ “ทันที” ณ วันที่เราลงทุน และเป็นการสร้างผลตอบแทนแบบ “ทบต้น”
เนื่องจากทุกๆ เดือน เราต้องจ่าย “เงินสะสม” เข้า “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามอัตราที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับกองทุนของแต่ละบริษัท และบริษัทจะส่ง “เงินสมทบ” เข้ากองทุนตั้งแต่ 2-15% ของค่าจ้าง ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตามอัตราที่กำหนดไว้ในข้อบังคับกองทุน
ยกตัวอย่างเช่น เราเลือกลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ที่ 5% ของค่าจ้างต่อเดือน และบริษัทส่งเงินสมทบที่ 5% ตามเงื่อนไขข้อบังคับของบริษัท หมายความว่า เงินลงทุนของเราจะเติบโตจาก 5% เป็น 10% ทันที ณ สิ้นเดือนที่มีการลงทุน หรือก็คือ “เงินลงทุนก้อนนี้จะเติบโต 1 เท่า ในวันเดียว” ซึ่งไทรคิดว่าในโลกนี้คงไม่มีการลงทุนแบบไหนที่เราจะได้เงินสมทบแบบนี้อีกแล้ว
2.เสริมสร้าง “วินัยในการออม”
ปัญหาของใครหลายๆ คน ที่ทำให้การลงทุนสะดุดและไม่ต่อเนื่องก็ คือ “ความไม่มีวินัยในการออม” ซึ่งจะทำให้เราต้องมาปวดหัวในระยะยาวกับชีวิตใกล้วัยเกษียณ โดยเราสามารถบังคับตัวเองให้มีวินัยได้ ด้วยการเลือกออมเงินและลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ซึ่งตามกฎหมายเราสามารถเลือกลงทุนได้ตั้งแต่ 2-15% ของเงินเดือน

สำหรับคนที่ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากนัก การเลือกลงทุนใน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ในสัดส่วนตั้งแต่ 10-15% ก็เป็นเรื่องที่ดี ทำให้เงินลงทุนเรางอกเงยได้ไว เป็นเงินก้อนใหญ่ให้กับเราหลังจากเกษียณ ส่วนคนที่มีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตที่สูงก็ควรลดสัดส่วนการลงทุนให้น้อยลง ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตเป็นอย่างแรก แล้วจึงค่อยพิจารณาสัดส่วนเงินลงทุนเป็นอย่างหลัง และในช่วงที่เรามีภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตน้อยลง ก็ค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้สูงขึ้น
“เพราะต้องอย่าลืมว่า เราต้องใช้ชีวิตในวัยทำงานให้ราบรื่นและมีความสุขด้วย ไม่ใช่คิดถึงชีวิตในวัยเกษียณอย่างเดียว ‘Work-Save-Life Balance’ สำคัญที่สุดค่ะ”
3.โอกาสสร้าง “ผลตอบแทนยั่งยืน” ในระยะยาว ด้วยการ “จัดเงินลงทุน” ให้เหมาะสม
ปัจจุบัน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” มีทางเลือกการลงทุนให้กับเราที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้ หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ซึ่งแต่ละบลจ.ที่นำเงินของเราไปลงทุน ก็ล้วนแต่มีกองทุนดีๆ ให้เราได้เลือกลงทุน ซึ่งหน้าที่ของเราก็คือ “การเลือกแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับช่วงอายุ”
หากเรายังมี “อายุไม่เยอะ” (ไม่เกิน 35 ปี) การเปิดรับความเสี่ยงเพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดี อย่าง กองทุนหุ้นต่างประเทศ กองทุนหุ้นโลก กองทุนหุ้นสหรัฐฯ ก็ค่อนข้างมีความเหมาะสม เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้สามารถคาดหวังผลตอบแทนได้ในระดับ 10% ต่อปี สำหรับการลงทุนระยะยาว 5-10 ปี
และ หากเราเริ่ม “ใกล้วัยเกษียณมากขึ้น” (อายุ 45 ปี ขึ้นไป) ข้อจำกัดของเราคือ “ระยะเวลาการลงทุนที่น้อยลง” ดังนั้นการลงทุนในกองทุนหุ้นเป็นหลัก จะไม่ได้มีความเหมาะสมนัก เพราะอาจจะทำให้เราไมเกรนขึ้นได้เวลาที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงมาแรงๆ
“ดังนั้น ในช่วงอายุนี้ เราควรต้องปรับให้เงินลงทุนส่วนใหญ่หรือทั้งหมดของเรา ไปลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีความปลอดภัย แม้จะคาดหวังผลตอบแทนได้น้อยลงเหลือประมาณ 2% ต่อปี แต่มั่นใจได้ว่าเงินลงทุนของเราจะไม่ติดลบ”
4.สามารถนำไป “ลดหย่อนภาษีได้”
ผลประโยชน์ต่อสุดท้าย นอกจากผลตอบแทนต่างๆ จากการลงทุนแล้ว “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” สามารถนำมาใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วย โดย “เงินสะสม” ที่เรานำส่งเข้ากองทุนในแต่ละปี “สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง” สูงสุด ‘ไม่เกิน 15%’ ของรายได้ และเมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอายุประเภทอื่น เช่น RMF SSF หรือเบี้ยประกันบำนาญแล้ว ต้อง “ไม่เกิน 500,000 บาท” ซึ่งเงินค่าลดหย่อนนี้จะหักออกจากรายได้ทั้งปี ซึ่งจะทำให้เหลือเงินได้สุทธิน้อยลง ทำให้เราเสียภาษีน้อยลงไปด้วยนั่นเอง
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ถือว่าเป็นสวัสดิการ และการลงทุนประเภทนึงที่ให้ผลประโยชน์รอบด้าน ทั้ง “ผลตอบแทนจากเงินสมทบ ที่เราได้ผลตอบแทนทันที ณ วันลงทุน” “ผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ” แถมยัง “สามารถนำไปลดหย่อนภาษี” ได้ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ “สร้างวินัยการออมเงิน อย่างต่อเนื่อง” ถือว่าเป็นทางเลือกการลงทุนที่ “ทำน้อย” แต่ได้มากจริงๆ
