“ก.ล.ต.”...พร้อมให้ ‘บลจ.’ ยื่นจัดตั้ง ‘กอง SSF’ ได้ในเดือนก.พ.20 นี้

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับ “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” ที่จะเข้ามาทดแทน ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ หลัง ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ คาดว่าเกณฑ์ในการจัดตั้งต่างๆ จะสามารถนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ประมาณกลางเดือนก.พ.20 และจะสามารถอนุมัติจัดตั้ง ‘กองSSF’ ได้ภายในเดือนก.พ. 20 เช่นกัน

 

การส่งเสริม ‘การออมระยะยาว’ ถือเป็นภารกิจหลักที่สำคัญของ ‘กอง SSF’ โดยเฉพาะการ ‘ขยายฐานผู้ลงทุน’ ในวงกว้างเข้าสู่กลุ่มนักลงทุนที่อยู่ในฐานภาษีระดับ ‘กลาง-ล่าง’ ให้มากขึ้น



ถือเป็นความท้าทายของภาครัฐอย่างแท้จริง ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“ไม่ได้คาดหวัง”...ทั้งในแง่ของ ‘เม็ดเงิน’ และ ‘ฐานผู้ลงทุน’

        

 

สำหรับแนวทางการจัดตั้ง ‘กอง SSF’ นั้นก็ชัดเจนแล้วสามารถทำได้ทั้งการจัดตั้ง ‘กองทุนใหม่’ หรือนำกองทุนที่มีอยู่แล้ว มาขอแก้ไขเพื่อ ‘เพิ่มชนิดหน่วยลงทุน SSF’ ก็ได้

           

ด้าน “สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา”ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัดบอกว่า เนื่องจาก ‘กอง SSF’ ลงทุนในอะไรก็ได้ ลักษณะคงไม่ได้แตกต่างอะไรกับ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปี ขึ้นไป จะลงใน ‘กอง SSF’ หรือ ‘กอง RMF’ ก็คงไม่ต่างกัน ในเบื้องต้นแนวทางในการออกของบริษัทคงเป็นลักษณะ Fund of Fund คือ ตั้ง ‘กอง SSF’ ขึ้นมาเพื่อไปลงทุนในกองทุนที่บริษัทมีอยู่แล้วมากกว่า โดยเบื้องต้นคาดว่าน่าจะสามารถจัดตั้งได้ในช่วงไตรมาสที่3/20 นี้

 

        

สุพงศ์วร เมี้ยนโภคา

 

“แม้ ‘กอง SSF’ จะออกมาทดแทน ‘กอง LTF’ ก็ตาม แต่เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาในตลาดหุ้นไทยทดแทนส่วนที่หายไปจาก ‘กอง LTF’ ได้แต่ประการใด เพราะนโยบายลงทุนเปิดกว้างให้ลงทุนในอะไรก็ได้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะหุ้นไทยเท่านั้น”

           

ในส่วนของกลุ่มผู้ลงทุนนั้น เงื่อนไขของ ‘กอง SSF’ มุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่อยู่ในฐานภาษีระดับ ‘กลาง-ล่าง’ หรือกลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานเป็นสำคัญ เพราะน่าจะเข้ามาใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ในขณะที่กลุ่มที่อยู่ในฐานภาษี ‘กลาง-สูง’ ที่มีรายได้สูงนั้น อาจไม่ได้ประโยชน์เท่าไรมากนักจากตรงนี้ เพราะประโยชน์ทางภาษีนับรวมกันระหว่าง ‘กอง SSF’ และ ‘กอง RMF’ แค่ใช้ประโยชน์จาก ‘กอง RMF’ ก็เต็มสิทธิแล้ว นอกจากจะมีการแยกประโยชน์ทางภาษีออกจากกันคล้ายกับที่แยก 'กอง LTF' กับ 'กอง RMF’ ตรงนั้นก็คงจะมีเม็ดเงินจากกลุ่มที่มีรายได้สูงเข้ามาลงทุนด้วย

           

“เป้าหมายของ ‘กอง SFF’ นั้น มุ่งไปที่กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มทำงานขึ้นมา ในกลุ่มฐานภาษี ‘กลาง-ต่ำ’ ซึ่งต้องยอมรับว่าคนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นเป้าหมายของภาครัฐนั้น กลับไม่ใช่กลุ่มคนที่คิดในเรื่องของการเก็บออมเงินแต่ประการใด เราจึงไม่ได้คาดหวังในแง่ของเม็ดเงินจาก ‘กอง SSF’ มากนัก”

 

“อุตสาหกรรมกองทุน”...ผ่าน ‘จุดสูงสุด’ มาแล้ว

           

 

การเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนไทยในช่วง 15 ปี ที่ผ่านมา ‘กอง LTF’ ถือว่าเป็นหนึ่งในกองทุนที่มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ในปี2019 ‘กองหุ้นไทย’ ไม่โตเลย หากตัดกลุ่ม ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ ออกไป การเข้ามาของ ‘กอง SSF’ จะเติมเต็มส่วนที่หายไปได้หรือไม่นั้น

 

“ยืนยงค์ เทพจำนงค์” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายลงทุนตราสารทุน บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า เมื่อไม่มี ‘กอง LTF’ โอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมกองทุนไทยจากกองทุนในประเทศคงยาก เพราะ ‘กอง SSF’ ลงทุนในอะไรก็ได้ ไม่ได้โฟกัสมาใน ‘ตลาดหุ้นไทย’ เหมือน ‘กอง LTF’ ดังนั้น โอกาสการเติบโตจากนี้ไปคงต้องมองไปที่กลุ่ม “กองทุนรวมที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF)” เป็นสำคัญ ในส่วนของรูปแบบของ ‘กอง SSF’ นั้น คงไม่ตั้งกองทุนใหม่ขึ้นมาเพราะจะเห็นว่าเงื่อนไขต่างๆ ใกล้เคียงกับ ‘กอง RMF’ มาก รูปแบบที่น่าจะเป็นไปได้ คือ การใช้ ‘กอง RMF’ มาขอแก้ไขเพื่อ เพิ่มชนิดหน่วยลงทุน SSF’ ขึ้นมาในลักษณะนั้นมากกว่า เพราะเราก็มี ‘กอง RMF’ ที่ครบถ้วนและหลากหลายพอสมควร การจะไปตั้งกองใหม่อาจไม่คุ้ม ในแง่เม็ดเงินลงทุนเราไม่ได้คาดว่าจะมีมากแต่ประการใด

 

ยืนยงค์ เทพจำนงค์

 

 

“ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราสนับสนุนให้มีการออมระยะยาวผ่าน ‘กอง LTF’ และ ‘กอง RMF’ มาขนาดนี้ แต่กลุ่มคนที่เข้ามาใช้ประโยชน์จริงๆ ยังมีน้อยมาก ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากในสังคมไทยที่ยังไม่ได้เข้ามาใช้ประโยชน์จากเครื่องมือเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย”

 

ในขณะที่ “มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” เอง มองว่า แม้ว่า ‘กอง LTF’ จะกลายเป็นกองปกติ ที่ไม่มีประโยชน์ทางภาษีแล้วก็ตาม แต่เชื่อว่านักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เคยลงทุนแล้วเห็นประโยชน์จากการลงทุน ‘ระยะยาว’ ในหุ้นบางส่วนก็คงจะลงทุนต่อ แต่ก็คงมีบางส่วนที่ขายออกมา แต่ด้วยดอกเบี้ยเงินฝากที่ ‘ต่ำ’ ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่ ‘ไม่ได้สูง’ เงินที่เอาออกมาแล้วนั้นสุดท้ายก็ต้องลงทุน แล้วจะไปลงทุนอะไร แม้ว่าอาจจะไม่ได้กลับเข้ามาใน ‘กองหุ้น’ ทั้งหมด แต่เชื่อว่าก็ยังจะลงทุนไปใน ‘กองทุนรวม’ ประเภทอื่นๆ ที่ยังคงให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก

 

“ดังนั้นในภาพรวมของเม็ดเงินแล้ว อาจจะยังไม่ได้หายไปไหนสำหรับเงิน ‘กอง LTF’ ยังคงอยู่ในระบบกองทุน เพียงแต่อาจจะกระจายไปในกองทุนรวมประเภทต่างๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่กลับเข้ามาใน ‘หุ้นไทย’ ทดแทน ‘กอง LTF’ ทั้งหมดในลักษณะนั้น แล้วจากสถิติที่ผ่านมา ทุกครั้งที่หุ้นไทยปรับตัวลงต่ำก็จะมีเงินไหลกลับเข้ามาลงทุนตลอดเช่นกัน ส่วนเงินลงทุนจะเข้ามาใน ‘กอง SSF’ มากน้อยแค่ไหนนั้น ยังคงต้องติดตามดูกันต่อไป”

 

ช่วง 5 ปี จากนี้ จะเป็นบททดสอบภารกิจที่ท้าทายของกลุ่ม ‘กอง SSF’ ว่าจะสามารถตอบโจทย์ภาครัฐที่วางเอาไว้ได้มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการถือกำเนิดเกิดขึ้นมาด้วย ‘เจตนาที่ดี’ แน่นอน สำหรับนักลงทุนไทยเองที่มีสิทธิจะใช้ประโยชน์จาก ‘กองทุนประหยัดภาษี’ เหล่านี้ ก็ไม่อยากให้พลาดโอกาสไป เพราะท้ายที่สุดก็เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวคุณเองทั้งสิ้น

Tags:
Share: