เงิน “กอง LTF”...ไม่ได้มีผลกับ ‘ตลาดหุ้น’ อย่างที่คิด!!!

พลันที่ “รมว.คลัง” ออกมาให้ข่าวผ่านสื่อถึงมาตรการช่วยเหลือตลาดทุน หนึ่งในนั้น คือ การปรับเกณฑ์ ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ ให้เหมือนกับ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ เป็นการชั่วคราว


หวังช่วยพยุง ‘ตลาดหุ้นไทย’ ที่ดำดิ่งทิ้งตัวลงอย่างหนักช่วง 2 เดือนแรก รูดไปแล้ว -15.15%!!!


โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาและกลายเป็นหนึ่งในมาตรการที่ ‘กระทรวงการคลัง’ จะเสนอในการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ในวันที่ 6 มี.ค. นี้ด้วยเช่นกัน


แนวคิดของ ‘กองทุนพยุงหุ้น’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เคยเกิดมานานแล้วในอดีต ทุกครั้งที่หุ้นไทยร่วงแรง ก็จะมีการพูดถึงเสมอ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน


ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

ย้อนดูหลักการ ‘กอง SSF’…ตัวแทน ‘กอง LTF’

เมื่อ ‘กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)’ ไม่ตอบโจทย์ภาครัฐ จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม นั่นนำมาซึ่ง ‘จุดจบ’ ของ ‘กอง LTF’ เมื่อสิ้นปี2019 ที่ผ่านมา ไม่มีการต่ออายุให้แต่ประการใด เพราะภาครัฐเองก็ถือข้อมูลในมือไว้เช่นเดียวกัน


โดยส่ง ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ มาแทนที่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคตลาดทุนค่อนข้าง ‘ผิดหวัง’ และ ‘ไม่ปลื้ม’ กับรูปแบบของกองทุนนี้เท่าไรนัก แต่เคาะมาแล้ว ก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป


สำหรับ ‘จุดต่าง’ ที่ชัดของ ‘กอง SSF’ และ ‘กอง LTF’ คือ กลุ่มผู้ที่คาดหวังว่าจะเข้ามาใช้ประโยชน์ทางภาษี ซึ่ง ‘กอง LTF’ ภาครัฐเชื่อว่าไปกระจุกตัวอยู่ฐานภาษีระดับบนเป็นหลัก เมื่อมีโอกาสออกแบบเอง ‘กอง SSF’ จึงตอบโจทย์ปัญหานี้ไปโดยปริยาย โดยกลุ่มเป้าหมายจะเป็นฐานภาษีระดับกลาง-ล่าง ที่สำคัญให้นับรวมเอาประโยชน์ของ ‘กอง SSF’ ไปรวมกับ ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ ด้วย เรียกว่า ปัญหาคาใจของภาครัฐได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว”

 

 

แต่พอ ‘หุ้นร่วง’ กลับมีแนวคิดจะปรับเกณฑ์ ‘กอง SSF’ ให้ไปเหมือนกับ ‘กอง LTF’ เป็นการชั่วคราว หวังช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยที่กำลังดำดิ่งหนักในตอนนี้ ก็ต้องย้อนถามภาครัฐเองว่าหลักการในการตั้ง ‘กอง SSF’ ขึ้นมาเพื่ออะไร? ยังเป็นไปเพื่อส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณในระยะยาวของคนไทยอยู่หรือไม่?


ถ้าจะปรับเกษณฑ์ ‘กอง SSF’ ให้มาอิงกับ ‘กอง LTF’ จะมีเรื่องหลักๆ ที่ต้องทำ คือ

  1. โฟกัสนโยบาย : ให้ลงทุนในหุ้นไทยไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน (เดิม : ลงทุนในสินทรัพย์อะไรก็ได้)

  2. ระยะเวลาการถือครอง : ต้องปรับให้สั้นลงเหลือ 7 ปีปฏิทิน (เดิม : ไม่ต่ำกว่า 10 ปี นับแบบวันชนวัน)

  3. ประโยชน์ทางภาษี : ต้องแยกออกเป็นอีกก้อน ‘อิสระ’ ไม่นับรวมกับ ‘กอง RMF’ (เดิม : นับประโยชน์ทางภาษีรวมกับ ‘กอง RMF’



นี่คือ เรื่องหลักๆ ที่ต้องทำให้จะแปลงร่าง ‘กอง SSF’ ให้เป็น ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ ขึ้นมา ในรายละเอียดอาจจะต้องไปดำเนินการทางกฎหมายอย่างไรเป็นอีกเรื่อง และจะใช้ระยะเวลานานแค่ไหนเป็นอีกเรื่อง แล้วจะทันกับสถานการณ์หรือไม่เป็นอีกเรื่อง สุดท้ายแล้ว...วัตถุประสงค์ของ ‘กอง SSF-กลายพันธุ์’ คือเพื่ออะไร?...แค่จะ ‘อุ้มตลาดหุ้น’ แค่นั้นใช่หรือไม่?


“ท้ายสุดผลกระประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ ในส่วนของ ‘กอง SSF’ นั้นจะเสนอให้ลงทุนในหุ้นไม่เกิน 65% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ซึ่งจะเป็นสัดส่วนเดียวกันกับ ‘กอง RMF-หุ้น’ นั่นเอง แต่ไม่ว่าบทสรุปในเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะทาง ‘สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)’ ชี้แจงว่าจะไม่กระทบกับ 17 ‘กอง SSF’ ที่ได้อนุมัติให้จัดตั้งไปก่อนหน้าแต่ประการใด”

 

 

Morningstar” ระบุ...เงิน ‘กอง LTF’ ไม่ได้มีผลกับตลาดหุ้นอย่างที่คิด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าฝั่งตลาดทุนนั้นอยากเห็น ‘กอง LTF’ ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง และในอดีตเมื่อพูดถึง ‘กองทุนพยุงหุ้น’ มักเป็นคำที่แสลงหูพอสมควร แต่นี่คือรูปแบบของกองทุนที่จะเข้าไปลงทุนในหุ้นดี ที่ราคาตกมาต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นแล้วไม่มีใครเข้าไปซื้อ กองทุนประเภทนี้แหละที่จะเข้าไปซื้อเพื่อลงทุน ประมาณนั้น


แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด กับความคาดหวังว่าหากมี ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ ขึ้นมา จะสามารถช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยที่กำลังร่วงได้ เหมือน ‘โอสถทิพย์’ ที่เยียวยาได้ทุกอย่างก็ไม่ปาน!!!


ข้อมูลของ Morningstar” เผยให้เห็นว่า ‘กองหุ้นไทย (ไม่รวม LTF&RMF)’ ย้อนหลังช่วง 5 ปี แทบไม่มีการเติบโตของเงินลงทุนสุทธิเลย แต่ภาพรวมของ ‘กองหุ้นไทย’ ที่มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธินั้น มาจากกลุ่ม ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ เป็นสำคัญ ที่ทำให้ภาพของกองหุ้นไทยยังคงเติบโตอยู่

 

 

ทั้งนี้หากดูเม็ดเงินลงทุนสุทธิใน ‘กอง LTF’ ก็เฉลี่ยอยู่ปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยแล้วถือว่าน้อยมาก และที่สำคัญเงินลงทุนส่วนใหญ่จะไหลเข้ามาลงทุนในช่วง ‘ไตรมาสที่4’ ของปีด้วย ด้วยขนาดเม็ดเงินลงทุนสุทธิใกล้เคียงกันระดับนี้ แต่ตลาดหุ้นไทยก็เคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป ในปี2016 +19.79%, ปี2017 +13.66%, ปี2018 -10.82% และปี2019 +1.02%


“ในปี2018 ‘กอง LTF’ มีเงินลงทุนไหลเข้าสุทธิกว่า 40,000 ล้านบาท ตลาดหุ้นไทยยังติดลบ -10.82% ในปี2019 เงินไหลเข้าสุทธิ 31,300 ล้านบาท หุ้นไทยบวกเล็กน้อย +1.02% นี่คือข้อเท็จจริงที่สะท้อนว่า...ความคาดหวังผลของเม็ดเงินลงทุนใน ‘กอง LTF’ เพื่อจะพยุงตลาดหุ้นที่รูดเป็นใบไม้ร่วงนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่พึงหวังและอาจเป็นการคาดหวังที่เกินจากข้อเท็จจริงก็เป็นได้”


ที่สำคัญมาตรการที่เสนอในวันนี้ จะต้องชงเข้าที่ “ประชุมคณะรัฐมนตรี” เพื่อพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 10 มี.ค. 20 นี้นั้น ในตอนนี้ที่ทราบมีเพียงการให้ ‘กอง SSF’ ไปลงทุนในหุ้น แต่สัดส่วนที่ให้ไว้เป็นกรอบการลงทุนของ ‘กอง RMF-หุ้น’ (65% ของ NAV) นั่นจะทำให้ตัวเม็ดเงินที่เข้าไปในตลาดหุ้นต่ำกว่า ‘กอง LTF’ (หุ้น 80% ของ NAV)


“ไม่เพียงเท่านี้ หากเงื่อนไขการลงทุนอื่นยังเหมือนเดิม เช่น รวมประโยชน์ทางภาษีเอาไว้กับ ‘กอง RMF’ ลืมเรื่องเม็ดเงินเดิมที่เคยลงทุนอยู่ของฐานภาษีระดับบนไปได้เลย ส่วนฐานภาษีระดับกลาง-ล่างจะเข้ามาตามที่คาดไว้หรือไม่ ยังต้องลุ้น ที่แน่นอน คือเม็ดเงินที่จะเข้าตลาดหุ้นไม่มากเท่าเดิมแน่นอน ด้วยเม็ดเงินตอนมี ‘กอง LTF’ ยังช่วยอะไรตลาดไม่ได้เลย!!!”

 

 

“หุ้นไทย” รูด 2 เดือน...ทำสินทรัพย์ ‘กองหุ้น’ หาย 13.06%

สิ้นปี19 ‘กองหุ้น’ ในระบบมีสินทรัพย์สุทธิรวมกัน 1.5 ล้านล้านบาท ผ่านมา 2 เดือน หลังตลาดหุ้นไทยร่วงหนัก -15.15% ทำสินทรัพย์เหลือ 1.3 ล้านล้านบาท หายไป 13.06%


มาดู ‘กองหุ้นประหยัดภาษี’ กันบ้าง (LTF & RMF-หุ้น) สิ้นปี19 มีสินทรัพย์รวมกันกว่า 5.29 แสนล้านบาท ผ่านมา 2 เดือน เหลือ 4.63 แสนล้านบาท ลดลง 12.54% แบ่งเป็น ‘กอง LTF’ มีสินทรัพย์ 3.54 แสนล้านบาท ลดลง 13.02% และ ‘กอง RMF-หุ้น’ อีก 1.09 แสนล้านบาท ลดลง 10.95%


“กองหุ้น จะ ‘กองหุ้นปกติ’ หรือกองประหยัดภาษี เช่น ‘กอง RMF-หุ้น’ ก็คงมุ่งหมายลงทุนในหุ้นดี ที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานเช่นเดียวกัน จังหวะหุ้นตกแรง ก็เป็นโอกาสลงทุนทั้งของกองทุนและของนักลงทุนเช่นเดียวกัน หรือคุณว่าไม่จริง?”

 

 

หันมาดูผลงาน ‘กองหุ้นไทย’ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมากันบ้าง ในขณะที่ดัชนี ‘SET TRI’ -14.77% นั้น ‘กองหุ้นไทย’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -12.77% ไปจนถึง -15.54%


“โดยกลุ่ม ‘กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ ติดลบน้อยสุดเฉลี่ย -12.77% ในขณะที่กลุ่ม ‘กอง LTF’ ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย -13.60%


สำหรับ ‘กองหุ้นไทย’ ที่มีผลงานดีสุดในช่วง 2 เดือนแรก อยู่ในกลุ่ม ‘กองหุ้นทั่วไป’ ได้แก่


-“กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ดิวิเดนด์ เอเชีย-ชนิดสะสมมูลค่า (MDIVA-A)” ของ ‘บลจ.เอ็มเอฟซี’ ให้ผลตอบแทน -5.56%



การสร้างวัฒนธรรมการลงทุนเพื่อสะสมความมั่งคั่งระยะยาวใน ‘หุ้น’ เป็นเรื่องที่ดีและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นในวงกว้างของสังคมไทย โดยเฉพาะการลงทุนผ่านเครื่องมืออย่าง ‘กองทุนหุ้น’ แต่การสื่อสารที่คลาดเคลื่อนอาจนำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น แน่ใจหรือว่า...การแปลงร่าง ‘กอง SSF’ ไปเป็น ‘กอง LTF-เฉพาะกิจ’ จะช่วยอุ้ม “ตลาดหุ้นไทย” ที่กำลังดำดิ่งนี้ได้จริงๆ?

Share: