“จัดพอร์ตลงทุน” กับ...2 กลุ่มเทรนด์ธุรกิจ

ในตอนที่แล้วผมได้เล่าถึงการเกิดขึ้นของ  “New normal” ในภาคธุรกิจต่างๆ ที่เป็นผลของการปรับตัวจากการเกิด COVID-19 ซึ่งก็มีหลายธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการในภาวะดังกล่าวได้ และมองว่าอาจจะเป็นโอกาสสำหรับการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นNew challenge” สำหรับประเทศไทยที่น่าจับตามอง 


“แม้ธุรกิจหลักที่ของประเทศ อย่างเช่น การส่งออก ท่องเที่ยว โรงแรม สนามบิน จะหดตัวลงไปอย่างรุนแรงและรอการกลับมาฟื้นตัว แต่ก็มีหลายธุรกิจที่กำลังเติบโตสวนทางกันขึ้นมา อย่างเช่น กลุ่มโทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ กลุ่มอุปโภคบริโภค และบริการต่างๆ และอาจจะมีอีกหลายธุรกิจที่กำลังดำเนินไปได้ในภาวะเช่นนี้” 


สถานการณ์การระบาดที่เริ่มควบคุมได้มากขึ้นในประเทศไทยปัจจุบันก็เข้าสู่ช่วงครึ่งปีพอดีนะครับ กิจกรรมเศรษฐกิจต่างๆ เริ่มกลับมา อีกหลายธุรกิจก็กำลังรอเปิดในช่วงถัดไป นั่นหมายความว่าภาวะปกติเริ่มกลับมามากขึ้น เราจะเห็นตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นต่อซึ่งเป็นผลมาจากการอัดฉีดเงินกระตุ้นสภาพคล่องของรัฐบาลและธนาคารต่างๆ ทั่วโลก แต่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงต่างๆ จะขึ้นแรงต่อเนื่องไปขนาดไหนต้องประเมินสถานการณ์กันเป็นระยะ 


“แต่เรื่องของการลงทุนที่ผมอยากนำเสนอในตอนนี้ ก็คือ การจัดพอร์ตลงทุนเพื่อรับภาวะที่เรียกว่า ‘New normal’ ในปัจจุบัน กับภาวะที่จะเป็นโอกาสในอนาคต (New challenge) หรือกล่าวได้ว่า เป็นการลงทุนทั้งใน ‘กลุ่มธุรกิจที่กำลังมีบาทบาทลดลง’ กับ ‘กลุ่มธุรกิจที่กำลังมีบทบาทใหม่’ ต่อเศรษฐกิจของประเทศดังนี้ครับ” 


กลุ่มแรก คือ ‘ธุรกิจหลัก’ ของประเทศ เช่น ธนาคาร, การเงิน, อุปโภคบริโภค, พลังงาน, ท่องเที่ยว, ส่งออก และ สินค้าเกษตร กลุ่มนี้ผมมองว่ายังมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนนะครับ แต่อาจจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ ดังนั้นผมมองว่า อาจจะมีความอ่อนไหวได้ง่ายจากปัจจัยที่เข้ามากระทบ ผมจึงแนะนำให้เลือกลงทุนเป็นรายตัวตามภาวะของตลาดรวมถึงพิจารณาระดับราคาน่าสนใจ และอาจต้องพิจารณาขายทำกำไรบ้างเมื่อราคาปรับขึ้นไปสูงเพื่อลดความเสี่ยง 


“โดยมองว่ากลุ่มธุรกิจเหล่านี้จะเคลื่อนไหวตามความเชื่อมั่นของตลาด แต่จะไม่ปรับตัวขึ้นแรง หากไม่มีการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจขึ้นมาใหม่ แต่กลุ่มที่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็กนั้น หากบรรยากาศการลงทุนของตลาดกลับมาเป็นบวก ก็สามารถเข้าลงทุนได้แต่ไม่ควรลงทุนระยะยาว”

 

 

กลุ่มที่ 2 คือ ‘ธุรกิจที่กำลังมีบทบาทใหม่’ ต่อเศรษฐกิจอย่างน่าสนใจ ได้แก่ 


1) กลุ่มผู้ให้บริการระบบโปรแกรมการทำงานจากที่บ้าน (Work from home provider) เช่น Software และ Cloud server จากความต้องการการทำงานที่บ้านหรือหรือนอกสถานการณที่เพิ่มขึ้นในอนาคต 


2) กลุ่มผู้ให้บริการอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่างๆ (Hardware) รวมไปถึงบริการระบบความปลอดภัยทางไอที (IT securities) และผู้ให้บริการระบบโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสาร (Communication infrastructure) 


3) กลุ่มสุขภาพและการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Healthcare & Meditech) กลุ่มนี้จะมีการเติบโตต่อเนื่อง หากการระบาดของไวรัสไม่จบลง หรือเพื่อป้องกันโรคอื่นๆ อีกด้วย ทำให้มีแนวโน้มความต้องการเรื่องการดูแลสุขภาพจะเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มทุกวัย    


4) กลุ่มธุรกิจที่มีโครงสร้างในการสร้างรายได้แบบพึ่งพากัน (Economics sharing) ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจแบบ Peer to Peer (P2P) ที่ไม่ได้เน้นการเติบโตแบบทำคนเดียว แต่ใช้หลักการแบ่งปันและความร่วมมือ ทำให้เกิดรูปแบบสินค้าและบริการใหม่ที่สนองตอบความต้องการของผู้บริโภค กลุ่มนี้มีความน่าสนใจนะครับและคาดว่าจะเกิดมากขึ้นในอนาคต 


“แต่น่าเสียดายที่ 4 กลุ่มธุรกิจนี้ ในไทยไม่มีผู้นำตลาด ทำให้ต้องไปลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ผ่านการลงทุนตรงหรือผ่านกองทุนรวมเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นลงทุนไปที่กลุ่มเทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ เช่น กองทุนเปิด WE-GTECH, กองทุนเปิด WE-GSECURE, กองทุนเปิด WE-GIHEALTH จาก บลจ.วี ที่มีกองทุนให้บริการอยู่ในเวลานี้” 


5) กลุ่มผู้นำด้านอาหารและผลิตภัณฑ์แปรรูป กลุ่มนี้เมื่อพิจารณาแล้วพอเข้าลงทุนได้  เช่น  CPF, TU, STA (STGT), และ SPI   


“ซึ่งกลุ่มธุรกิจทั้ง 5 บริษัทนี้ ผมมองว่าหากประเทศไทยพัฒนาและเน้นวางนโยบายที่ดีให้กับกลุ่มนี้ จะสามารถก้าวขึ้นเป็นอุตสาหกรรมผู้นำของตลาดโลกและเติบโตได้ต่อเนื่อง”   


การเกิดขึ้นของ COVID-19 ทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นทั้งด้านบวก ด้านลบและสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อๆ ไป ที่ผ่านมา ‘KTBST SEC’ มองเห็นถึงโอกาสและความน่าสนใจของการในสินทรัพย์ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายของผู้ลงทุนในทุกกลุ่มและในทุกภาวะสถานการณ์ ผ่านที่ปรึกษาการลงทุนของ ‘KTBT SEC’        


ผมขอทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งใหม่ๆ ต่อการดำเนินธุรกิจและการลงทุนนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ และในทุกๆ การเปลี่ยนแปลงจะมีทั้ง ‘ผลลบ’ และ ‘ผลบวก’ การพัฒนาและคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือตัวที่จะบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศควรต้องจัดลำดับความสำคัญอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ไปพร้อมกันๆ 

 

Share: