ส่องหุ้นดังกำไรลดลง แต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรเพิ่มขึ้น แต่ราคาหุ้นลดลง

สิ้นสุดกันแล้วกับช่วงไตรมาส 2/63 ล่าสุดบริษัทจดทะเบียนได้ทยอยประกาศผลประกอบการออกมาจนครบแล้ว โดยจะมีทั้งทำให้นักลงทุนสมหวัง หรือผิดหวังตามๆ กันไป เพราะช่วงไตรมาสดังกล่าวนั้น ถือเป็นช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 มากที่สุด จึงเป็นแรงกดดันผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนอย่างเห็นได้ชัดเจน

             

แต่มีสิ่งหนึ่งเป็นที่น่าสังเกต เราพบว่าบริษัทที่รายงานกำไรสุทธิเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้น ราคาหุ้นกลับปรับตัวลดลงในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา (ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63) ส่วนหุ้นที่กำไรสุทธิลดลง ราคาหุ้นกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

 

ดังนั้นครั้งนี้เราจึงมีเรื่องราวดีๆ มาฝากนักลงทุนอีกเช่นเคย โดยครั้งนี้เราได้รวบรวมหุ้นดังที่เชื่อว่านักลงทุนจะรู้จัก ซึ่งพบว่าหุ้นที่มีกำไรสุทธิเติบโต แต่ราคาหุ้นกลับปรับลดลงสวนทางผลประกอบการ และจากสถิติรูปแบบนี้น่าจะมาจาก sell on fact หรือที่เรียกว่า การขายทำกำไรเมื่อข่าวดีได้ประกาศออกมาเรียบร้อยแล้ว ส่วนหุ้นที่กำไรสุทธิลดลง แต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นนั้น นักลงทุนมองเห็นสัญญาณอะไร วันนี้เรามีคำตอบ

 

ส่อง 4 หุ้นดังกำไรสุทธิโต แต่ราคาหุ้นร่วง

 

เริ่มจากหุ้นไอพีโอน้องใหม่อย่าง STGT โดยนางสาวจริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ STGT เปิดเผยว่า ช่วงไตรมาส 2/2563 สามารถทำผลการดำเนินงานเติบโตก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา หลังจากการเร่งเดินเครื่องจักรผลิตถุงมือยางอย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ถุงมือยางแก่ลูกค้าที่มีความต้องการใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ มีรายได้รวม 4,885.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 69.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 2,876.2 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,056.8 ล้านบาท เติบโต 350.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 328.4 ล้านบาท

 

โดยปัจจัยการเติบโตของผลการดำเนินงานมาจากการเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบ New Normal ที่ต้องรักษาความสะอาดและสุขอนามัยเพิ่มขึ้น ภายหลังเกิดโรคระบาด COVID-19 ทั่วโลก ประกอบกับจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในหลายประเทศ ทั่วโลกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างแพร่หลายจากเดิมที่มีฐานลูกค้าหลักในกลุ่มการแพทย์และอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะที่ราคาขายสินค้าเฉลี่ยในช่วงไตรมาส 1-2 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น ณ สิ้นไตรมาส 2/2563 เพิ่มขึ้นเป็น 29.2% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 13.8%

 

นอกจากนี้ยังประเมินอีกว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังคาดว่าจะเห็นการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า (แบ็กล็อก) ส่งผลให้อัตราการเดินเครื่องจักรอยู่ในระดับที่ดีและมีต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยลดลงอยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้บริษัทฯ ได้วางแผนขยายกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 32,619 ล้านชิ้นต่อปี จะขยายกำลังการผลิตติดตั้งเป็นมากกว่า 50,000 ล้านชิ้นต่อปีภายในปี 2567 และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 100,000 ล้านชิ้นต่อปีในปี 2575 เพื่อรับโอกาสการเติบโต

 

แต่เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 73 บาท ลดลง 14.12% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 เหนือความคาดหมายโดยดีกว่าที่ Bloomberg Consensus ประเมินเฉลี่ยกว่า +20.68% อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน)

 

โดยยังระบุอีกว่า ในระยะสั้นราคาหุ้นมีการปรับฐานหลังจากไล่ราคาขึ้นมาต่อเนื่อง และจากประเด็นข่าววัคซีนโควิด-19 แต่สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563-2564 ยังมีทิศทางสดใสเราจึงมองราคาปัจจุบันมีความน่าสนใจในการทยอยเก็บหุ้นจึงแนะนำ “ซื้อ”

 

นอกจากนี้จากผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่ออกมาดีกว่าคาดจึงมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 โดยประเมินไว้ที่ระดับ 4.84 พันล้านบาท (+664%YoY) ปรับเพิ่มจากประมาณการเดิม +14% ส่วนปี 2564 ประเมินไว้ที่ระดับ 7.1 พันล้านบาท (+47.87%YoY) ปรับเพิ่มจากประมาณการเดิม 27% สะท้อนการเพิ่มกำลังการผลิตและราคาขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับการประเมินราคาเป้าหมายของ STGT ในปี 2563 จะได้มูลค่าเหมาะสมของ STGT ปี 63 ที่ 90.00 บาท มี Upside จากราคาปัจจุบันราว +23.29%

 

ตามด้วยหุ้นแม่อย่าง STA โดยนายวีรสิทธิ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร STA เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2563 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ อยู่ที่ 15,256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,094 ล้านบาท เติบโต 305% จากช่วงเดียวกันเดียวกันของปีก่อน

 

โดยมีปัจจัยมาจากการที่สามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจยางธรรมชาติ จากปริมาณการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย ส่วนธุรกิจถุงมือยางภายใต้การดำเนินงาน STGT ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถทำยอดขายเติบโตอย่างโดดเด่นจากปริมาณการขายสินค้าและราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่สูงขึ้น

 

ประกอบกับได้ขยายกำลังการผลิตแล้วเสร็จเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 32,000 ล้านชิ้นต่อปี เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ที่ขยายตัวไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัยที่สามารถใช้เพื่อป้องกันโรคระบาดได้ และยังมีแผนขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2575 เพื่อรองรับดีมานด์จากทั่วโลกและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขอนามัยของประชาชนทั่วโลกในยุค New Normal

             

นายวีรสิทธิกล่าวอีกว่า มั่นใจว่าในปีนี้เป็นปีที่ดีของ STA โดยมีเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติชะลอตัวจากภาพรวมเศรษฐกิจโลก แต่มั่นใจว่า STA จะสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่ดีกว่าภาพรวมตลาด จากการใช้กลยุทธ์ Selective Selling และความต้องการใช้ถุงมือยางที่มีคำสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก

 

แต่เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 26 บาท ลดลง 5.45% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกับกำไรสุทธิที่สูงกว่าตลาดคาด 45% อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด

 

โดยยังระบุอีกว่า ยังคงประเมินกำไรสุทธิของ STA ในปี 63 อยู่ที่ 3.85 พันล้านบาท จากปี 62 ที่มีผลขาดทุน 148.54 ล้านบาท โดยคาดว่าธุรกิจถุงมือยาง ยังมีแนวโน้มที่ดีสาเหตุจากการปรับกลยุทธ์การตั้งราคาใหม่ ซึ่งคาดว่าราคาขายเฉลี่ยปีนี้ จะอยู่ที่ 0.80 บาท/ชิ้น (+33% YoY) เป็นผลจาก demand ถุงมือยางที่สูงขึ้นก้าวกระโดดจาก COVID-19

 

ทำให้ประเมินว่า gross profit margin ของธุรกิจถุงมือยางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากเดิม 22.5%  คาดว่าบริษัทจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจถุงมือยางปีนี้ อยู่ที่ประมาณ 2.2 พันล้านบาท จากกำไรของบริษัทลูก STGT ที่ประมาณ 4.2 พันล้านบาท

 

ขณะที่ธุรกิจยางพารา ราคายางพารามีเสถียรภาพมากขึ้นส่งผลให้การบริหารต้นทุนและวัตถุดิบทำได้ราบรื่นขึ้น โดยกำไรจากยางปีนี้คาดว่าจะอยู่ประมาณ 1.6 พันล้านบาทเทียบกับขาดทุนในปีก่อน เพราะในปีนี้ผู้ประกอบการธุรกิจยางธรรมชาติบางส่วนออกจากตลาดไป ทำให้การแข่งขันรวมถึงการแย่งซื้อวัตถุดิบลดลงมากรวมถึงกลุ่มลูกค้าในจีนเริ่มมีการฟื้นตัวและกลับมาเดินการผลิต จึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมาย 35 บาท/หุ้น

 

ต่อมา OSP โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ รักษาการ CEO บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยว่า แม้รายได้รวมจากการขายลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา แต่การดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและความสามารถในการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานและค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรยังคงเติบโตได้ดี โดยมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2563 อยู่ที่ 804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 40.75 บาท ลดลงเกือบ 3% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกับกำไรที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดไว้ อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

 

ผู้บริหารเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้ารายได้และกำไรสุทธิปี 63 ขยายตัว double digits จากปีก่อน ซึ่ง C-Vitt เป็นหนึ่งใน growth driver สำคัญในปี 63 โดยผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ที่ 4,000 ล้านบาท (+100% YoY) รวมทั้งโรงงานของ OSP ทั้งที่ไทยและพม่า ได้ขยายกำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้น +30% อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด

 

พร้อมทั้งยังระบุอีกว่า เชื่อมั่นว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 63 จะขยายตัว 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน, +14% จากครึ่งปีแรก จาก 1.การขยายกำลังการผลิตกลุ่ม domestic beverage ที่ 10-15%, 2.gross profit margin ของตลาดพม่าที่ดีขึ้นจากการเปิดโรงงาน และ 3.cost saving จาก functional drink tax ที่ปรับตัวลดลงจาก 10% เป็น 3% ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 3/63 ดังนั้นคงประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ที่ 3,710 ล้านบาท (+14% YoY) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 54 บาท/หุ้น

 

และ JMART ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่กำไรเติบโตอย่างโดดเด่น โดยนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/2563 มีกำไรสุทธิทำสถิติกำไรไตรมาสสูงที่สุดของบริษัทอย่างต่อเนื่องอยู่ที่ 161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 2,326 ล้านบาท ลดลง 330 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ยังคงรักษากำไรไว้ได้

 

นายอดิศักดิ์กล่าวอีกว่า มองแนวโน้มครึ่งปีหลังภาพรวมกลุ่มเจมาร์ทยังขยายตัวต่อ และคาดว่าจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกได้ โดยธุรกิจบริหารหนี้ของ JMT ยังเป็นโอกาสในการซื้อหนี้เพิ่มได้อีกมาก จากภาพรวม NPL ที่ล้นตลาดมากขึ้น ขณะที่ J Fintech ได้ประกาศร่วมลงทุนกับ KB Kookmin Card Co., Ltd บริษัทผู้ให้บริการบัตรเครดิตการ์ด และสินเชื่อส่วนบุคคลรายใหญ่ของเกาหลีใต้ในช่วงที่ผ่านมา คาดจะเริ่มเห็นความชัดเจน และสนับสนุนผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจในช่วงไตรมาส 3/2563 ส่วน SINGER ปีนี้เราก็มองผลงานจะสามารถบันทึกสถิติใหม่ๆ ได้ จากการมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่อรถทำเงินได้ตามเป้า เข้ามาเสริมทัพกำไรในปีนี้ให้เจมาร์ทโดดเด่นและแรงทุบทุกสถิติที่เคยทำมาได้

 

เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 13.40 บาท ลดลง 2.19% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกำไรมากกว่าที่คาดถึง 23% เพราะ JMT รายงานกำไรดีกว่าคาด อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

 

กำไรไตรมาส 2 ทำนิวไฮ ขณะที่ครึ่งปีหลังจะดีขึ้นต่อเนื่อง รับแรงหนุนจากทุกกลุ่มธุรกิจและกำไรพิเศษ เป็นให้ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนเพิ่มประมาณการ เบื้องต้นประเมินมูลค่าพื้นฐานใหม่จะสูงกว่าราคาหุ้นปัจจุบัน โดยคงคำแนะนำซื้อ อ้างอิงจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด


 

เปิด 4 หุ้นดังกำไรร่วงแต่ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น

 

เริ่มจาก MINT หนึ่งในหุ้นที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างหนักหน่วง โดยล่าสุดไตรมาส 2/63 มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 8.4 พันล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจำนวน 1.8 พันล้านบาท เป็นผลโดยตรงมาจากการดำเนินธุรกิจอย่างจำกัดของทั้งสามธุรกิจของ MINT (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม) เนื่องจากต้องปิดโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ทั่วโลกเป็นการชั่วคราว ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและเช่าบริหารลดลง 99%

 

เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 20.10 บาท เพิ่มขึ้น 9.24% จากสัปดาห์ก่อน สวนทางกับนักวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการปี 2563 มีผลขาดทุนที่ระดับ 8.22 พันล้านบาท

 

โดยบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ยังคงคาดการณ์ขาดทุนปี 2563 ที่ 8.22 พันล้านบาท เนื่องจากคาดว่าผลการดำเนินงานในครึ่งหลัง 63 จะดีขึ้น และคาดว่ารายได้กลุ่มโรงแรมจะฟื้นตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยว ทั้งนี้คาดว่าโรงแรมของ MINT จะกลับมาให้บริการได้ 100% ภายในเดือนก.ย. 2563

 

ปัจจุบันโรงแรมได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว 70% และเราเริ่มเห็นอัตราการเข้าพักโรงแรมในยุโรปดีขึ้น หลังจากที่มีการเปิดให้เดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น ในขณะที่โรงแรมในประเทศอาจเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันทางราคา ซึ่งจะเป็นการกดดัน ADR ในประเทศ ด้านกลุ่มร้านอาหาร ได้กลับมาให้บริการ 90% ของสาขาทั้งหมดแล้ว แต่เราคาดว่าจะยังเห็นการใช้ Promotion ในการกระตุ้นยอดขายอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมทั้งการปรับลดค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะช่วยให้การขาดทุนของ MINT ลดลงในไตรมาส 3/63 ยังคงแนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมายใหม่ 17.50 บาท


 

ตามด้วย AOT โดยนายสมบูรณ์ น้อยน้ำคำ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานบัญชีและการเงิน) AOT ได้เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 3/63 (เม.ย.-มิ.ย. 2563) มีผลขาดทุนสุทธิ 2,933.90 ล้านบาท ลดลง 149.87% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 5,883.06 ล้านบาท

 

เป็นผลมาจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินรวม 6 ท่าอากาศยานลดลง 88.69% และผู้โดยสารรวมลดลง 95.73% ประกอบกับ AOT ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในท่าอากาศยานของ AOT ในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งให้รายได้ Non-Aero ลดลงด้วย

 

ส่วนผลงวด 9 เดือนปี 2563 (ต.ค. 2562-มิ.ย. 2563) AOT มีกำไรสุทธิ 8,048.46 ล้านบาท ลดลง 59.57% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้รวม 31,182 ล้านบาท ลดลง 36.26% แบ่งเป็นรายได้ Aero (สัดส่วน 54%) จำนวน 15,959.92 ล้านบาท ลดลง 39.94% รายได้ Non-Aero (สัดส่วน 46%) จำนวน 13,366.32 ล้านบาท ลดลง 36.53% และรายได้อื่น ๆ 1,855.76 ล้านบาท ลดลง 44.29% มีค่าใช้จ่ายรวม 21,135.40 บาท ลดลง 11.68%

 

เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 54 บาท เพิ่มขึ้น 8.54% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สวนทางกับผลประกอบการที่ขาดทุนหนัก รวมทั้งนักวิเคราะห์ยังมองว่า ระยะสั้นคาดผลประกอบการของ AOT จะยังขาดทุนต่อเนื่องไปอีก 2-3 ไตรมาส

 

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ระยะสั้นคาดผลประกอบการของ AOT จะยังขาดทุนต่อเนื่องไปอีก 2-3 ไตรมาส แต่จะเป็นการขาดทุนลดลงตามสถิติการบินที่ฟื้นตัวและมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศในเดือน ต.ค.63 รวมถึงความหวังว่าการพัฒนาวัคซีนที่เป็น Key Factor หลักน่าจะสำเร็จในช่วงต้นปี 64 อย่างไรก็ตามจากกระแสเงินสดในอนาคตที่ลดลงกระทบต่อมูลค่าเหมาะสมเดิมราว 7 บาท จึงปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 63/64 แทนอยู่ที่ 62.00 บาท แนะนำ “ทยอยซื้อ” ในลักษณะของการลงทุนระยะยาว

 

อย่างไรก็ตามปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปีงบประมาณ 62/63 และ 63/64 ลงจากเดิม 64% และ 94% อยู่ที่ 5,369 ล้านบาท และ 1,380 ล้านบาท สะท้อนสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ยืดเยื้อกว่าคาด โดยมีการปรับสมมติฐานจำนวนเที่ยวบินในปีนี้ลงเป็น 4.92 แสนเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสารเป็น 69 ล้านคน

 

รวมผลกระทบจากการออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้าและสายการบิน ทั้ง 3 ครั้งในวันที่ 19 ก.พ.63, 22 เม.ย.63, 29 ก.ค.63 ด้วยการลดค่าผลประโยชน์ตอบแทนรายเดือนลงร้อยละ 20% การเรียกเก็บผลประโยชน์ในรูปแบบ Revenue Sharing แทน Minimum Guarantee จนถึง 31 มี.ค.65 ปรับลดค่าเช่า ค่าใช้อาคาร ปรับลด Landing/Parking Charge ให้แก่สายการบิน และขยายเวลาการชำระค่าตอบแทนผลประโยชน์แต่ละงวดออกไปเป็นระยะเวลา 12 เดือน

 

ต่อมา THAI สายการบินแห่งชาติ หนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 โดยประกาศงบไตรมาส 2/63 มีผลการดําเนินงานขาดทุนสุทธิ 5,339.92 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนระดับ 6,883.81 ล้านบาท แต่งวดครึ่งปีแรก 63 มีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 28,016.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนระดับ 6,438.37 ล้านบาท

 

เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 3.86 บาท เพิ่มขึ้น 4.89% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สวนทางกับผลประกอบการที่ขาดทุนหนัก ซึ่งมีผลขาดทุนตั้งแต่ปี 60 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จนทำให้หนี้สินรวม สิ้นปี 62 อยู่ที่ 244,899.44 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงมาอยู่ที่ระดับ 11,659.32  ล้านบาทในปี 62

 

และสุดท้าย CRC โดยนายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC เปิดเผยว่า แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 ขาดทุนสุทธิ 2,590 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 1,342 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนงวด 6 เดือนแรกปีนี้ ขาดทุนสุทธิ 1,848 ล้านบาท จากกำไรสุทธิ 3,267 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

นายญนน์กล่าวว่า วิกฤติการณ์ COVID-19 ทำให้ธุรกิจในเครือต้องปิดทำการกว่า 80% ของพื้นที่ขายทั้งหมด เป็นระยะเวลามากกว่าครึ่งของไตรมาส 2/63 หรือ 46 วันจาก 91 วัน ซึ่งเบื้องต้นยอดขายของบริษัทควรจะต้องลดลงมากกว่า 50% แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ลูกค้ายังคงได้รับบริการ และประสบการณ์ช็อปปิ้งที่ดีเช่นเดิม ผ่านแพลตฟอร์มออมนิแชแนลที่พัฒนามากว่า 3 ปี ทำให้ยอดขายในไตรมาส 2/63 ลดลงเพียง 21%

 

แต่เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 7-14 ส.ค.63 โดย ณ วันที่ 14 ส.ค.ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ 29.75 บาท เพิ่มขึ้น 2.59% จากสัปดาห์ก่อนหน้า สวนทางผลประกอบการที่ขาดทุนมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จากผลกระทบของ COVID-19 ทำให้รายได้รวมลดลง

 

บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ตัวเลขไตรมาส 2 ดังกล่าว ขาดทุนสูงกว่าตลาดและเราคาดมาก โดยเรามีแนวโน้มปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 63/64 ลง จากเดิมประเมินกำไรปกติปี 63/64 อยู่ที่ 4.19 พันล้านบาท และ 8,417 ล้านบาท โดยผลประกอบการครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า และ COVID-19 new normal ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปช้อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น โดย เราอยู่ระหว่างปรับประมาณการ เดิมราคาเป้าหมาย 46.5 บาท

 


Share: