DRT มั่นใจผลงานเป็นไปตามแผน ตั้งเป้ารายได้ระยะยาวโต 2-5% ต่อปี ลุยตลาด B2C รุกบริการ Well Living เสริมทัพ Renovation-ส่งออกลาวโต Double-digit
DRT มั่นใจผลการดำเนินงานปี 2569 เป็นไปตามแผน แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ชะลอตัว เดินหน้าปรับโมเดลธุรกิจรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง พร้อมล้างภาพจำแบรนด์จากผู้ผลิตกระเบื้องหลังคาสู่ผู้ให้บริการโซลูชันวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัยครบวงจร เปิดตลาด B2C เจาะกลุ่มเจ้าของบ้านผ่านบริการ Well Living และ Renovation ควบคู่กระจายพอร์ตส่งออก ลดการพึ่งพาตลาดกัมพูชา หลัง สปป.ลาว เติบโต Double-digit วางเป้ารายได้ระยะยาวเติบโต 2-5% ต่อปี มองปี 2570 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าปีนี้
ดร.พิชญานันท์ ล้อวรลักษณ์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการขายและการตลาด บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 2569 เผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดบ้านใหม่ ซึ่งผู้บริโภคประสบปัญหาการขอสินเชื่อไม่ผ่าน เนื่องจากสถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ ทั้งประวัติการทำงาน เครดิตบูโร และผลประกอบการของบริษัทที่ผู้กู้ทำงานอยู่ ส่งผลให้กำลังซื้อและการตัดสินใจซื้อบ้านลดลง
ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ปรับแผนการก่อสร้างให้สอดคล้องกับยอดขายและยอดโอน จากเดิมที่เคยสร้างบ้านครั้งละประมาณ 20 หลัง ปัจจุบันบางโครงการลดลงเหลือเพียงครั้งละ 1-2 หลัง เพื่อบริหารความเสี่ยงและลดภาระต้นทุน นอกจากนี้ ผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังมีแนวโน้มเลือกเช่าที่อยู่อาศัยมากกว่าซื้อ เนื่องจากต้องใช้เงินดาวน์สูงและต้องการความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนงาน
ปัจจัยดังกล่าวส่งผลต่อยอดขายวัสดุก่อสร้างในกลุ่มงานโครงการ (B2B) ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลักของ DRT ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยงและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้จากกลุ่มลูกค้าอื่น โดยมองว่าตลาดปรับปรุงและต่อเติมที่อยู่อาศัย (Renovation) ยังมีโอกาสเติบโต จากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ทำให้ครอบครัวจำนวนหนึ่งเลือกปรับปรุงบ้านเดิมเพื่ออยู่อาศัยร่วมกัน รวมถึงผู้บริโภคบางกลุ่มที่เลือกซื้อบ้านมือสองในทำเลเมืองซึ่งเดินทางสะดวก แล้วนำมารีโนเวทแทนการซื้อบ้านใหม่ในพื้นที่รอบนอก
รุก B2C รับเทรนด์รีโนเวท เพิ่มรายได้จากงานบริการ
ดร.พิชญานันท์ กล่าวว่า DRT เริ่มขยายการทำตลาดสู่ผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น โดยเข้าร่วมงานบ้านและสวน Living Festival เพื่อสื่อสารผลิตภัณฑ์และนำเสนอโซลูชันด้านที่อยู่อาศัยให้เจ้าของบ้าน จากเดิมที่บริษัทเน้นจำหน่ายผ่านร้านค้าตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าโครงการเป็นหลัก
แนวทางดังกล่าวมุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในระยะยาว (Well-being) ทั้งบริการยกเปลี่ยนหลังคาใหม่ (Reloof) และบริการทาสีหลังคา (Repaint) เพื่อแก้ไขปัญหาหลังคาเสื่อมสภาพและน้ำรั่วซึม รวมถึงหลังคา UPVC และ Airoof สำหรับงานต่อเติมโรงรถและครัวหลังบ้าน ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดเสียงรบกวนและไม่สะสมความร้อน
นอกจากนี้ ยังนำเสนอวัสดุสำหรับบ้านที่ตอบโจทย์ความปลอดภัยและการใช้งานของผู้สูงอายุ อาทิ พื้นและไม้บันได SPC ที่ทนน้ำและความชื้น โดยสามารถแช่น้ำได้นานถึง 7 วันแล้วนำมาเช็ดและติดตั้งใหม่ได้ รวมถึงไม้สังเคราะห์ WPC สำหรับปูพื้นที่รอบสระว่ายน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำ กันปลวก และกันลื่น ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
ส่วนผลิตภัณฑ์อิฐมวลเบาเกรด G2 และ G4 ความหนาตั้งแต่ 7-25 เซนติเมตร สามารถช่วยลดเสียงจากภายนอกและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน โดยบริษัทได้รับรางวัล Brand Excellence ด้าน Well-being จากบ้านและสวน สะท้อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
สำหรับบริการรีโนเวท บริษัทตั้งเป้ารับงานประมาณ 5-10 เคสต่อเดือน เน้นควบคุมคุณภาพมากกว่าการรับงานจำนวนมาก โดยมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อเคส ตั้งแต่งานขนาด 50,000 บาท ไปจนถึงหลายแสนบาท ปัจจุบันสัดส่วนงาน Service Solution ยังเป็นงานบ้านใหม่ประมาณ 80-90% และงานรีโนเวท 10-20% เนื่องจากงานปรับปรุงบ้านมีความซับซ้อนมากกว่า ทั้งขั้นตอนรื้อถอนและการจัดการขยะจากการก่อสร้าง
ทั้งนี้ บริษัทกำหนดเงื่อนไขการรับงานรีโนเวทเฉพาะบ้านเดี่ยวหรือบ้านในโครงการที่ใช้กระเบื้องหลังคาคอนกรีตของ SCG หรือ DRT เท่านั้น โดยไม่รับงานทาวน์เฮาส์ เนื่องจากโครงสร้างหลังคามีส่วนเชื่อมต่อกับบ้านข้างเคียง ซึ่งอาจเกิดปัญหาข้อพิพาทเรื่องเสียงและการรั่วซึมได้
อีกหนึ่งจุดขายของบริการคือการแก้ปัญหาผู้รับเหมาทิ้งงาน โดย DRT ใช้ทีมช่างที่ผ่านการฝึกอบรมและมีสัญญาการทำงานชัดเจน กำหนดราคาและงบประมาณล่วงหน้า ลดความเสี่ยงงบบานปลาย พร้อมรับประกันงานติดตั้ง 1 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของบ้าน
กระจายตลาดส่งออก ลดพึ่งพากัมพูชา รับตลาดลาวโต Double-digit
สำหรับช่องทางจำหน่ายของ DRT ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย (Agents/Traditional Trade) ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50% และมีเครือข่ายมากกว่า 630 ร้านค้าทั่วประเทศ ถือเป็นช่องทางที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัดและต่างอำเภอ โดยกลุ่มร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่คนรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อ หรือกลุ่ม Ring มีการเติบโตโดดเด่น
ส่วนช่องทาง Modern Trade มีสัดส่วนมากกว่า 15% ผ่านร้านค้าไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์ เมกาโฮม ดูโฮม และร้านค้า Local Modern Trade ขณะที่ตลาดส่งออกมีสัดส่วนประมาณ 15-20% ส่วนงานขายโครงการมีสัดส่วนลดลงตามภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์
ด้านตลาดต่างประเทศ บริษัทปรับกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง หลังตลาดกัมพูชาซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 และมีสัดส่วนประมาณ 30-40% ของยอดส่งออก ได้รับผลกระทบจากปัญหาภายในประเทศและมาตรการบริเวณชายแดน ทำให้ยอดขายลดลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ตลาด สปป.ลาว มีทิศทางเติบโตในระดับ Double-digit จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการรถไฟจีน-ลาว รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่กระตุ้นการก่อสร้างโรงแรมและรีสอร์ต ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์กระเบื้องรุ่นจตุรอนและไม้สังเคราะห์ WPC ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ส่วนตลาดเมียนมายังมีความต้องการสินค้า แต่ติดข้อจำกัดด้านใบอนุญาตนำเข้า (Import License) ขณะที่บริษัทเดินหน้ากระจายตลาดส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน และมัลดีฟส์ เพื่อไม่ให้พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
คุมต้นทุนรักษากำไร วางเป้ารายได้ระยะยาวโต 2-5% ต่อปี
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 บริษัทคาดว่ารายได้รวมอาจต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย โดยมีแนวโน้มลดลงในระดับ Single-digit ต่ำ ๆ จากผลกระทบของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว โครงการขนาดใหญ่ลดการก่อสร้าง และยอดส่งออกไปยังกัมพูชาที่ยังไม่กลับมาฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม ในด้านกำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิ บริษัทคาดว่าจะยังทำได้ตามแผนที่วางไว้ จากการบริหารจัดการพอร์ตผลิตภัณฑ์ ปรับสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงให้แก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย รวมถึงควบคุมต้นทุนภายในอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่อกำลังซื้อ เนื่องจากผู้บริโภคต้องสำรองเงินไว้ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก่อน ทำให้การใช้จ่ายซื้อวัสดุก่อสร้างบางส่วนชะลอออกไป อย่างไรก็ตาม ยังเป็นโอกาสของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติทนน้ำและความชื้น เช่น พื้น SPC ซึ่งสามารถตอบโจทย์การปรับปรุงที่อยู่อาศัยหลังประสบภัยน้ำท่วมได้
สำหรับปัจจัยฤดูกาล โดยปกติครึ่งปีแรกจะเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ขณะที่ไตรมาส 3 มักชะลอตัวจากฤดูฝนและช่วงเข้าพรรษา ก่อนเริ่มกลับมาคึกคักในไตรมาส 4 เมื่อร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทยอยสต็อกสินค้าเพื่อรองรับความต้องการในช่วงเทศกาลปีใหม่
ทั้งนี้ DRT วางเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวมในระยะยาวไว้ที่ 2-5% ต่อปี โดยมองว่าปี 2570 มีโอกาสเติบโตได้ดีกว่าปี 2569 จากการรับรู้รายได้ของผลิตภัณฑ์และบริการกลุ่ม Well Living รวมถึงการขยายความร่วมมือกับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายในหัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น และนราธิวาส เพื่อเพิ่มช่องทางให้บริการติดตั้งและรีโนเวทแก่ลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการขยายตลาดส่งออกที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่หลากหลายและลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
