“บุณยสิทธิ์” ประธานเครือสหพัฒน์ จี้รัฐฯ เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน สร้างงาน-กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว แนะคุมเงินบาท หนุนส่งออกสู้เวียดนาม
เครือสหพัฒน์ มองเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงสงครามโลก แต่เป็นโอกาสของเอเชีย "บุณยสิทธิ์" แนะรัฐเร่งลงทุน Infrastructure-Land Bridge สร้างงาน-กระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมจี้คุมเงินบาทให้อ่อนค่า เสริมแกร่งส่งออกสู้เวียดนาม-อินโดฯ ด้านกลุ่มสหพัฒน์รุกปรับตัวใช้ AI-ดิจิทัล ลั่นปีนี้ประคองราคาสินค้าช่วยผู้บริโภค
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์โลก โดยระบุว่า แม้ปัจจุบันโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง
สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา นายบุณยสิทธิ์ให้คะแนนความพึงพอใจเกิน 60% ขึ้นไป โดยมองว่าสถานการณ์เริ่มดีกว่าช่วงก่อนหน้า สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 1,500 จุดได้ จากช่วงก่อนหน้านี้ที่อยู่ในระดับ 1,200 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องการให้นายกรัฐมนตรี "กล้าตัดสินใจ" ในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้มากขึ้น เช่น รถไฟความเร็วสูง และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge)
"ปัญหาของไทยตอนนี้คือเราลงทุน Infrastructure น้อยไป ถ้ากล้ากู้เงินมาลงทุนโครงการใหญ่ๆ จะเกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลไม่ควรดูแค่เฉพาะหน้า ต้องมองไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ เปิดเผยถึงมุมมองที่มีต่อเศรษฐกิจไทยและสถานการณ์โลก โดยระบุว่า แม้ปัจจุบันโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ถือเป็นโอกาสของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตามอง
สำหรับการบริหารงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา นายบุณยสิทธิ์ให้คะแนนความพึงพอใจเกิน 60% ขึ้นไป โดยมองว่าสถานการณ์เริ่มดีกว่าช่วงก่อนหน้า สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับ 1,500 จุดได้ จากช่วงก่อนหน้านี้ที่อยู่ในระดับ 1,200 จุด เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ต้องการให้นายกรัฐมนตรี "กล้าตัดสินใจ" ในการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ให้มากขึ้น เช่น รถไฟความเร็วสูง และโครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge)
"ปัญหาของไทยตอนนี้คือเราลงทุน Infrastructure น้อยไป ถ้ากล้ากู้เงินมาลงทุนโครงการใหญ่ๆ จะเกิดการจ้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลไม่ควรดูแค่เฉพาะหน้า ต้องมองไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
จี้คุมเงินบาท 35 บาท/ดอลลาร์ หนุนส่งออก
นายบุณยสิทธิ์ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้มีความท้าทายสูง โดยเปรียบเทียบว่าปีก่อนเศรษฐกิจยังเหมือนรถสามล้อที่มีเครื่องยนต์คอยขับเคลื่อน แต่ปีนี้กลับกลายเป็น "รถซาเล้ง" ที่ต้องใช้แรงคนปั่น รัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยพยุงและกระตุ้น
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่ดี และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดหากรัฐบาลต้องการจะเก็บข้อมูล (Data) ของประชาชนเพื่อนำไปทำ Data Center ในอนาคต ซึ่งถือเป็นประโยชน์อีกมุมหนึ่งของการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม หากใช้มาตรการลักษณะนี้มากเกินไป อาจส่งผลเสียในระยะยาว เพราะจะทำให้คนรอรับเงินอย่างเดียว ซึ่งในมุมของการแจกเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผลประโยชน์ที่ยั่งยืนกลับมาอาจไม่ส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะเดียวกันยังเสนอให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการส่งออก เพื่อให้สินค้าไทยโดยเฉพาะภาคเกษตรและสิ่งทอสามารถแข่งขันกับเวียดนามและอินโดนีเซียได้ ซึ่งปัจจุบันไทยยังเสียเปรียบเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไปจนทำให้นักลงทุนบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน
"ถ้าเรายอมให้เงินบาทอ่อนลงมานิดหน่อยจะช่วยภาคส่งออกได้มหาศาล และช่วยลดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศได้ สหพัฒน์เองปีนี้เราเน้นกลยุทธ์อดทนและประคองราคาเพื่อช่วยผู้บริโภค โดยจะพยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงจากภาวะสงครามโลก" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ถือเป็นมาตรการระยะสั้นที่ดี และเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดหากรัฐบาลต้องการจะเก็บข้อมูล (Data) ของประชาชนเพื่อนำไปทำ Data Center ในอนาคต ซึ่งถือเป็นประโยชน์อีกมุมหนึ่งของการดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม หากใช้มาตรการลักษณะนี้มากเกินไป อาจส่งผลเสียในระยะยาว เพราะจะทำให้คนรอรับเงินอย่างเดียว ซึ่งในมุมของการแจกเงินเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ผลประโยชน์ที่ยั่งยืนกลับมาอาจไม่ส่งผลดีต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต
ขณะเดียวกันยังเสนอให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมองว่าระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ เป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับการส่งออก เพื่อให้สินค้าไทยโดยเฉพาะภาคเกษตรและสิ่งทอสามารถแข่งขันกับเวียดนามและอินโดนีเซียได้ ซึ่งปัจจุบันไทยยังเสียเปรียบเพราะค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไปจนทำให้นักลงทุนบางส่วนย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน
"ถ้าเรายอมให้เงินบาทอ่อนลงมานิดหน่อยจะช่วยภาคส่งออกได้มหาศาล และช่วยลดปัญหาเศรษฐกิจในประเทศได้ สหพัฒน์เองปีนี้เราเน้นกลยุทธ์อดทนและประคองราคาเพื่อช่วยผู้บริโภค โดยจะพยายามตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งสูงจากภาวะสงครามโลก" นายบุณยสิทธิ์ กล่าว
งานสหกรุ๊ปแฟร์ปีนี้เน้น "คงราคา" ช่วยลดค่าครองชีพ
ส่วนการจัดงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ไปด้วยกันนะ” ระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายน 2569 ณ ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา เพื่อฉลองความสำเร็จตลอด 30 ปี โดยปีนี้ยกระดับงานให้เป็นทั้ง “แฟร์” ที่รวมนวัตกรรมสินค้า และ “เฟสติวัล” ความบันเทิงครบวงจร
โดยไฮไลต์สำคัญคือการรวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ จากกว่า 100 บริษัทมาจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Saha Group Restaurant รวบรวมร้านอาหารดังในเครือ เช่น ราเมงโคราคุเอ็น, ข้าวหน้าปลาไหล Kikukawa และ Daishogun Burger รวมถึงกิจกรรมบันเทิงจากศิลปินชั้นนำ อาทิ อิงค์ วรันธร, นนท์ ธนนท์ และแฟชั่นโชว์จากวาโก้
ทั้งนี้ เครือสหพัฒน์จะพยายามประคองราคาสินค้าให้ทรงตัวนานที่สุด แม้ต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง โดยในงานจะเน้นการจำหน่ายสินค้าในราคาเดิมเพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมเสริมกิจกรรมในรูปแบบเฟสติวัลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ เครือสหพัฒน์เตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรรวมกว่า 20 ฉบับ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดงาน ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี AI, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์, และการศึกษา โดยมีความร่วมมือสำคัญ เช่น การค้าไทย-มณฑลเสฉวน, การขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น และความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection
ปัจจุบันนักลงทุนจีนให้ความสนใจไทยอย่างมาก โดยลักษณะการลงทุนของจีนจะมีขนาดใหญ่ระดับ 100-300 ไร่ ซึ่งเครือสหพัฒน์ได้เตรียมพร้อมรองรับผ่านการนำเทคโนโลยี AI และ Digital Transformation เข้ามาปรับใช้ในองค์กรผ่านความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS และ Google นายบุณยสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย
โดยไฮไลต์สำคัญคือการรวมสินค้ากว่า 1,000 รายการ จากกว่า 100 บริษัทมาจำหน่ายในราคาพิเศษ พร้อมเปิดตัวโซนใหม่ Saha Group Restaurant รวบรวมร้านอาหารดังในเครือ เช่น ราเมงโคราคุเอ็น, ข้าวหน้าปลาไหล Kikukawa และ Daishogun Burger รวมถึงกิจกรรมบันเทิงจากศิลปินชั้นนำ อาทิ อิงค์ วรันธร, นนท์ ธนนท์ และแฟชั่นโชว์จากวาโก้
ทั้งนี้ เครือสหพัฒน์จะพยายามประคองราคาสินค้าให้ทรงตัวนานที่สุด แม้ต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง โดยในงานจะเน้นการจำหน่ายสินค้าในราคาเดิมเพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน พร้อมเสริมกิจกรรมในรูปแบบเฟสติวัลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่มากขึ้น
นอกจากนี้ เครือสหพัฒน์เตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับพันธมิตรรวมกว่า 20 ฉบับ ซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มจัดงาน ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี AI, การลงทุนอสังหาริมทรัพย์, และการศึกษา โดยมีความร่วมมือสำคัญ เช่น การค้าไทย-มณฑลเสฉวน, การขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตรญี่ปุ่น และความร่วมมือกับ Tokyo Girls Collection
ปัจจุบันนักลงทุนจีนให้ความสนใจไทยอย่างมาก โดยลักษณะการลงทุนของจีนจะมีขนาดใหญ่ระดับ 100-300 ไร่ ซึ่งเครือสหพัฒน์ได้เตรียมพร้อมรองรับผ่านการนำเทคโนโลยี AI และ Digital Transformation เข้ามาปรับใช้ในองค์กรผ่านความร่วมมือกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง AWS และ Google นายบุณยสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย
Most Viewed
Stock of the Day
DELTA Index อีกแล้วพี่จ๋า! SET ปิดเช้าพุ่งแรง 20 จุด โบรกฯ มองเป็นเพียงรีบาวด์ หากยังไม่ผ่านแนวต้าน 1,585 จุด
Updated 1 day ago
Banking
EARTH JUMP 2026 กสิกรไทยร่วมกับพันธมิตรระดับโลก ผลักดันธุรกิจ และ SME “ลงมือทำจริง”
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ทำความรู้จัก Marvell Technology บริษัทเบื้องหลัง AI ที่ Jensen Huang มองว่ามูลค่าอาจแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์
Updated 1 day ago
Stock of the Day
สแกน 3 หุ้นโดรนสหรัฐฯ ตัวท็อป รับอานิสงส์นโยบายความมั่นคงยุคใหม่
Updated 1 day ago
Stock of the Day
ส่องพื้นฐาน 4 หุ้นอิเล็กฯ สุดฮอต เข้าลงทุนตอนนี้ยังทันไหม?
Updated 11 hours ago
Follow Us
News Update
