“ประกันชีวิต” ควรมีเท่าไหร่... ถึงจะ “เพียงพอ” สำหรับคนข้างหลัง !!!
Wealth EZ: คุณเอ็ม อายุ 40 ปี เสาหลักของบ้าน มีลูก 2 คน ภรรยาเป็นแม่บ้าน ไม่มีประกันชีวิตเลยเพราะคิดว่า "ยังไม่ตาย ไม่ต้องซื้อหรอก" เพิ่งมีเพื่อนร่วมงานวัยเดียวกันเสียชีวิตกะทันหันจากอุบัติเหตุ เริ่มกลัวว่าถ้าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ครอบครัวจะอยู่ยังไง
คำถาม: "ผมเป็นเสาหลักคนเดียวของบ้าน ยังไม่เคยทำประกันชีวิตเลย ควรเริ่มยังไง ต้องซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอครับ?”
คุณเอ็มค่ะ ก่อนอื่นอยากชวนมอง “ประกันชีวิต” ในอีกมุมหนึ่งก่อนค่ะ
“ประกันชีวิต” ไม่ใช่การซื้อเผื่อว่าเราจะเสียชีวิต แต่เป็น “การวางแผน” เพื่อให้คนที่เรารัก ยังสามารถใช้ชีวิตต่อได้ หากวันหนึ่งเราไม่สามารถดูแลเขาได้
หลายคนมักเริ่มสนใจ “ประกันชีวิต” หลังจากได้ยินข่าวคนรู้จักหรือเพื่อนร่วมงานเสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณเอ็มเช่นกัน ความรู้สึกตกใจหรือกังวลแบบนี้เป็นเรื่องปกติ และบางครั้งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกลับมาทบทวนแผนการเงินของครอบครัว
ในมุมของ “นักวางแผนการเงิน” (CFP) เราจะไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "ควรซื้อประกันกี่ล้านบาท" แต่จะเริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่าคือ "หากวันนี้คุณเอ็มไม่อยู่ ครอบครัวจะต้องใช้เงินเท่าไร จึงจะสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้"
“เหตุผลก็เพราะแต่ละครอบครัวมีภาระและเป้าหมายแตกต่างกัน คนที่มีลูกเล็ก มีหนี้บ้าน หรือมีพ่อแม่ที่ต้องดูแล ย่อมมีความต้องการความคุ้มครองไม่เท่ากับคนที่ยังโสด หรือคนที่ลูกเติบโตและสามารถดูแลตัวเองได้แล้ว”
“นักวางแผนการเงิน” มักใช้หลัก “Needs Approach” (หรือ Insurance Needs Analysis) ในการประเมินทุนประกันชีวิต ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้มาก เพราะคำนึงถึง "ความต้องการทางการเงินของครอบครัว" มากกว่าการกำหนดตัวเลขแบบเหมารวม โดยหลักการแล้ว จะประเมินจาก 4 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1.ครอบครัว “ต้องใช้เงินดำรงชีวิต” อีกกี่ปี
เมื่อคุณเอ็มเป็นผู้หารายได้หลัก หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน รายได้ของครอบครัวก็อาจหายไปทันที
จึงต้องประเมินว่า ครอบครัวจะต้องมีเงินใช้ต่ออีกกี่ปี เช่น จนกว่าลูกจะเรียนจบ หรือจนกว่าภรรยาจะสามารถกลับไปประกอบอาชีพและมีรายได้เพียงพอ
ตัวอย่างเช่น หากครอบครัวมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 60,000 บาท และต้องการให้มีเงินใช้ต่ออีก 15 ปี
60,000 × 12 × 15 = 10.8 ล้านบาท
“แน่นอนว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะในชีวิตจริงอาจต้องปรับลด หากภรรยาสามารถกลับไปทำงาน มีรายได้จากทรัพย์สิน หรือมีแหล่งรายได้อื่นเข้ามาทดแทน”
2.ยังมี “ภาระหนี้สิน” ที่ต้องชำระหรือไม่
“หนี้” เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากไม่มีเงินก้อนมาชำระ ภาระเหล่านี้อาจตกไปอยู่กับคนในครอบครัว เช่น หนี้บ้าน หนี้รถยนต์ หนี้ธุรกิจ หรือสินเชื่อส่วนบุคคล
“หลายครอบครัวอาจจำเป็นต้องขายบ้านหรือทรัพย์สินสำคัญ หากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับชำระหนี้ ดังนั้นยอดหนี้คงเหลือจึงควรนำมารวมในการคำนวณความต้องการประกันชีวิตด้วย”
3.มี “เป้าหมายทางการเงิน” อะไรที่อยากให้ครอบครัวทำต่อได้
หลายคนตั้งใจส่งลูกเรียนจนจบมหาวิทยาลัย หรือมีเป้าหมายอื่น เช่น การดูแลพ่อแม่ หรือการเก็บเงินไว้ให้คู่สมรสใช้ในวัยเกษียณ เป้าหมายเหล่านี้ควรนำมาคิดรวมด้วย เพราะหากไม่มีการเตรียมไว้ ความฝันของทั้งครอบครัวอาจสะดุดลงเมื่อผู้หารายได้หลักจากไป

4.ครอบครัว “มีทรัพย์สิน” หรือ “แหล่งเงินอื่น” อยู่แล้วเท่าไร
เมื่อคำนวณว่า "ครอบครัวต้องใช้เงินเท่าไร" แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือดูว่า "มีเงินอยู่แล้วเท่าไร"
ตัวอย่างทรัพย์สินและแหล่งเงินที่ควรนำมาพิจารณา ได้แก่
-
เงินออม
-
เงินลงทุน
-
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
-
เงินชดเชยจากนายจ้าง
-
เงินจากประกันสังคม
-
ประกันชีวิตที่มีอยู่แล้ว
-
ทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ได้
“เมื่อนำทรัพย์สินเหล่านี้มาหักออก ส่วนที่ยังขาดอยู่ จึงเป็นจำนวนทุนประกันชีวิตที่ควรพิจารณา”
ตัวอย่างเช่น หากประเมินแล้วว่าครอบครัวต้องใช้เงินประมาณ 15 ล้านบาท แต่มีเงินออม เงินลงทุน และสวัสดิการรวมกัน 5 ล้านบาท ก็อาจพิจารณาทุนประกันประมาณ 10 ล้านบาท ทั้งนี้ ตัวเลขที่เหมาะสมควรผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลจริงของแต่ละครอบครัว
หลายคนอาจเคยได้ยินคำแนะนำว่า "ควรมีประกันชีวิตประมาณ 10 เท่าของรายได้ต่อปี" หรือ "15 เท่าของรายได้"
“แนวทางดังกล่าวสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการประเมินคร่าวๆ ได้ แต่ไม่ควรใช้แทนการวิเคราะห์อย่างละเอียด เพราะคนที่มีรายได้เท่ากัน อาจมีภาระและความจำเป็นแตกต่างกันอย่างมาก คนที่มีรายได้เดือนละ 100,000 บาท ไม่มีหนี้ ไม่มีลูก ย่อมมีความต้องการประกันชีวิตต่างจากคนที่มีรายได้เท่ากัน แต่กำลังผ่อนบ้านและมีลูกเล็กสองคน”
อีกประเด็นหนึ่งที่อยากฝากไว้คือ หลายคนคิดว่า "ตอนนี้ยังแข็งแรง ไว้ค่อยซื้อก็ได้"
แต่ในความเป็นจริง “เบี้ยประกันจะเพิ่มขึ้นตามอายุ” และหากในอนาคตมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคร้ายแรงบางชนิด อาจต้องจ่ายเบี้ยประกันสูงขึ้น ถูกกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม หรือบางครั้งบริษัทประกันอาจไม่สามารถรับประกันได้ ดังนั้น การเริ่มวางแผนในวันที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มักทำให้มีทางเลือกมากกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่า
“Action Plan” สำหรับคุณเอ็ม หากจะเริ่มวางแผนวันนี้ ดิฉันแนะนำให้ดำเนินการเป็นลำดับ ดังนี้
-
รวบรวมข้อมูลทางการเงินของครอบครัวเช่น รายได้ รายจ่าย หนี้สิน เงินออม เงินลงทุน เพื่อให้เห็นภาพรวมของฐานะการเงินในปัจจุบัน
-
ประเมินความต้องการทางการเงินของครอบครัวหากคุณเอ็มไม่สามารถหารายได้ได้แล้ว ครอบครัวจะต้องใช้เงินเท่าไร ทั้งสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ การชำระหนี้ และเป้าหมายสำคัญ เช่น การศึกษาของบุตร
-
ตรวจสอบสวัสดิการจากนายจ้างและความคุ้มครองที่มีอยู่แล้ว เพื่อประเมินว่าปัจจุบันมีความคุ้มครองเพียงพอหรือไม่ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการซื้อประกันมากเกินความจำเป็น
-
คำนวณทุนประกันชีวิตที่เหมาะสมด้วยหลัก“Needs Approach” และเลือกแบบประกันที่สอดคล้องกับเป้าหมาย งบประมาณ และความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน
-
ทบทวนแผนทุก 2-3 ปี หรือเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เช่น มีบุตรเพิ่ม ซื้อบ้าน เปลี่ยนงาน หรือมีภาระทางการเงินใหม่ เพราะความต้องการความคุ้มครองย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงชีวิต
“สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ว่า ‘ประกันชีวิต’ ไม่ใช่การลงทุนเพื่อให้ตัวเราได้รับผลตอบแทน แต่เป็น ‘เครื่องมือบริหารความเสี่ยง’ ที่ช่วยสร้างหลักประกันให้กับครอบครัวในวันที่ผู้หารายได้หลักไม่สามารถทำหน้าที่ต่อได้ หากวันนั้นไม่เคยมาถึง นั่นถือเป็นเรื่องที่ดีที่สุด เพราะแปลว่าเรายังได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารักต่อไป แต่หากวันนั้นเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยเราจะมั่นใจได้ว่า คนที่เรารักจะไม่ต้องเผชิญทั้งความสูญเสียและปัญหาทางการเงินในเวลาเดียวกัน”
สำหรับคำถามของคุณเอ็มว่า "ควรซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอ" คำตอบจึงไม่ใช่ตัวเลขที่ตายตัว แต่คือจำนวนเงินที่เพียงพอให้ครอบครัวยังคงใช้ชีวิตและเดินหน้าต่อได้ ตามเป้าหมายและวิถีชีวิตที่คุณตั้งใจไว้ค่ะ
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
