บล.บัวหลวง ชี้ SET สดใส ลุ้นดัชนีแตะ 1,710 จุด รับกำไรบจ.ฟื้น-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อ ชูธีมหุ้นเด่น โรงไฟฟ้า-ท่องเที่ยว-ปันผลสูง
บล.บัวหลวง ประเมินตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลังสดใส รับอานิสงส์กำไรบจ.หื้น-ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อ พร้อมขยับเป้าหมายดัชนีฯ กลางปีหน้าสู่ 1,710 จุด แนะกลยุทธ์ Barbell ชี้เป้า 5 ธีมหุ้นเด่นน่าสะสม เช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า-ท่องเที่ยว-หุ้นปันผลสูง มั่นใจหุ้นเทคสหรัฐฯ ยังไปได้อีก แนะสะสมช่วงจังหวะย่อตัว
นายพิริยพล คงวาณิช ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มเป็นขาขึ้นลักษณะ Sideway Up โดยประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,580 - 1,700 จุด
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในครึ่งปีแรกที่เติบโตแข็งแกร่งในรอบหลายปี ส่งผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดถูกปรับเพิ่มราว 4% มาอยู่ที่ 103 บาท รวมถึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงช่วง 80–85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความไม่สงบด้านภูมิรัฐศาสตร์แต่ไม่ลุกลาม ช่วยหนุนกำไรกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี
อีกทั้งตลาดหุ้นไทยยังได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเติบโตของเทคโนโลยี AI ทั่วโลก ที่เร่งให้เกิดการลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้ามายังไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ส่งผลให้เกิดความต้องการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยหนุนสำคัญจากความชัดเจนของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ (PDP 2026) และแนวทางการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า เพื่อเร่งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าสะอาด รองรับการเติบโตของ Data Center โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะส่งผลบวกต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า
ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ราว 3.75% ในปีนี้ และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1% หนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ยืนสูงจะสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นบวกต่อกลุ่มหุ้นปันผลสูง (Defensive Yield) เช่น กลุ่มธนาคารและสื่อสาร
สำหรับแนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ประเมินว่ายังมีโอกาสไหลเข้าไทยต่อเนื่องตามวงจรภาคการผลิตโลก (Global Manufacturing PMI) ที่ขยายตัว โดยสถิติในอดีตหากภาคการผลิตเป็นขาขึ้น ต่างชาติมักซื้อสุทธิเฉลี่ย 1.6 - 2 แสนล้านบาท ในช่วง 10-12 เดือน ซึ่งปัจจุบันเพิ่งไหลเข้าเพียง 7.4 หมื่นล้านบาท จึงยังมี Upside ในส่วนของเม็ดเงินลงทุน
ส่วนกลยุทธ์ลงทุน แนะนำจัดพอร์ตแบบ Barbell Strategy เน้นสมดุลระหว่างหุ้นเติบโตและหุ้นป้องกันความเสี่ยง โดยแบ่งเป็น 5 ธีมหลัก ได้แก่
1.Long-term Growth เน้นกลุ่มโรงไฟฟ้ารับอานิสงส์การลงทุน Data Center ในพื้นที่ EEC ที่ยังเผชิญปัญหาคอขวดด้านพลังงาน คาดความชัดเจนของแผน PDP และ Direct PPA จะเป็น Catalyst สำคัญใน 1-2 เดือนข้างหน้า หุ้นแนะนำ GULF, WHAUP และ GUNKUL
2.Defensive & Yield Play หุ้นปันผลสูงที่มีกระแสเงินสดมั่นคง เช่น กลุ่มธนาคาร ที่เริ่มมีรายได้จาก Wealth Management เข้ามาเสริมฐานกำไร หุ้นแนะนำ KTB
3.Normalization & Stimulus เน้นหุ้นที่กำไรผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 2/69 และพร้อมฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง เช่น ERW, CENTEL และกลุ่มโรงพยาบาลที่รับลูกค้าตะวันออกกลางอย่าง BH, BDMS รวมถึงกลุ่มค้าปลีก IT อย่าง COM7, ADVICE
4.Event Play เน้น Super El Niño รับมืออากาศร้อนจัดและปรากฏการณ์เอลนีโญ หนุนความต้องการกลุ่มเครื่องดื่มและค้าปลีก เช่น ICHI, CBG, CPALL
5.Geopolitical & Inflation Hedge ป้องกันความเสี่ยงจากสงครามที่ยืดเยื้อผ่านหุ้นกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น PTT, PTTGC
หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ยัง Bullish
ในส่วนของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี นายพิริยพล มองว่ายังอยู่ในสถานะ Bullish แม้ช่วงสั้นจะมีการปรับฐานประมาณ 10% แต่ไม่ใช่ฟองสบู่ เนื่องจาก AI และ Cloud เป็นวัฏจักรการลงทุนยาวนานถึง 10 ปี โดยมองว่าช่วงย่อตัวเป็นจังหวะสะสมกลุ่ม Quality Growth ที่มีกำไรจริงรองรับ เช่น Microsoft และ Amazon
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้เลี่ยงการลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (Property) และบริหารสินทรัพย์ (AMC) เช่น BAM เนื่องจากยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86% ของ GDP และความท้าทายในการเก็บหนี้
จัดพอร์ตลงทุน 74% เน้นหุ้นสหรัฐฯ
ด้านนายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ กิจการค้าหลักทรัพย์ BLS แนะนำสัดส่วนการลงทุนในช่วง 5 เดือนหลัง ดังนี้
-
หุ้น 74%(เน้นสหรัฐฯ 43%, เทคฯ สหรัฐฯ 5%, จีน 8%, อินเดีย 6%, เกาหลีใต้ 5%, ญี่ปุ่น 3%)
-
ตราสารหนี้ 22%
-
สินทรัพย์ทางเลือกและทองคำ 4%
อย่างไรก็ตาม บล.บัวหลวง ยังคงเดินหน้ายกระดับสู่การเป็น Wealth Advisor โดยเน้นการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงทั่วโลกผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น DR (Depositary Receipt) เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าในทุกสภาวะตลาด
