SAPPE คาดไตรมาส 2/67 โตต่อเนื่อง พร้อมทุ่มงบกว่า 2.7 พันลบ. ลุยอัพกำลังผลิต หนุนยอดขายแตะ 1 หมื่นลบ. ในปี 69

SAPPE คาดไตรมาส 2/67 เติบโตต่อเนื่อง เตรียมทำ Global Campaign กระตุ้นยอดขาย มั่นใจคุม SG&A ทั้งปีไม่เกิน 12-13% ของยอดขายรวม พร้อมเดินเครื่องจักรไลน์การผลิตใหม่อัพกำลังการผลิตเพิ่ม 25% ด้านโบรกฯ ประเมินอัตรากำไรขั้นต้นคงตัวที่ 45% แม้ต้องบันทึกต้นทุนค่าเสื่อมราคา มองราคาเป้าหมายที่เหมาะสม 108 บาท


นางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/67 คาดว่าจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ หรือเพิ่มขึ้น 20-25% จากแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 20-25 รายการ และการทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแบรนด์สินค้า รวมถึงมีแผนเปิดตัว Global Campaign ในเร็วๆ นี้ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์สินค้าให้แก่ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศมากยิ่งขึ้นและผลักดันยอดขายเติบโต จากปัจจุบันที่มีการส่งออกไปกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาด (SG&A) มั่นใจว่าจะควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ 12-13% ของยอดขาย


ขณะที่ไลน์การผลิตใหม่ที่ได้ใช้เงินลงทุน 400 ล้านบาท จะเริ่มผลิตสินค้าได้ในไตรมาสนี้ หลังจากไตรมาสก่อนมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ 80% ของกำลังการผลิตโดยรวม และบริษัทฯ มีแผนลงทุนโรงงานแห่งใหม่ด้วยเงินลงทุน 1,630 ล้านบาทในปีนี้ และปีถัดไปอีก 750 ล้านบาท โดยคาดว่าหากแผนลงทุนดังกล่าวแล้วเสร็จจะช่วยอัพกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 329,000 ตันต่อปี หรือมากกว่าเท่าตัว เพื่อรองรับแผนเป้าหมาย 3 ปี ที่ตั้งเป้าเติบโตเฉลี่ย 20-25% หรือมียอดขาย 10,000 ล้านบาทภายในปี 2569


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มีมุมมองว่า แม้ไลน์การผลิตแห่งใหม่ที่ขยายกำลังการผลิตเพิ่ม 25% จะมีค่าต้นทุนเสื่อมราคาเพิ่มปีละ 40 ล้านบาท ที่เริ่มบันทึกตั้งแต่ไตรมาส 2 และทำให้ utilization rate อาจลดลงเหลือ 50% ในไตรมาส 2 ก่อนจะะเพิ่มเป็น 70% ในไตรมาส 3 หลังไตรมาสแรกอยู่ที่ 79% แต่คาดว่า GM จะคงที่ได้ เพราะไลน์การผลิตใหม่เป็นระบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยคาดการณ์อัตรากำไรขั้นต้นปีนี้คงที่ จากปีก่อนที่ 45%


Bloomberg consensus: ได้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 67 เฉลี่ย 1.32 พันล้านบาท เติบโต 23% YoY ซึ่งได้ปรับเพิ่มจากการประมาณการณ์ประมาณ 3% เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกที่ออกมาแข็งแกร่ง จึงกำหนดราคาเป้าหมายเฉลี่ย 108 บาท (ปรับเพิ่มจาก 99 บาท ณ สิ้นเดือนมี.ค.67)