“งบมีจำกัด”...จะเลือก “ประกัน” หรือ “ออม” ก่อนดี?
Wealth EZ: คุณแนน อายุ 34 ปี แม่เลี้ยงเดี่ยว มีลูก 1 คนอายุ 6 ขวบ ทำงานประจำเงินเดือนปานกลาง
คำถาม: "หลังจากสามีเสียกะทันหัน ‘เงินประกันชีวิต’ ที่เขาทำไว้ช่วยหนูกับลูกไว้มากจริงๆ ค่ะ ตอนนี้หนู ‘อยากทำประกันชีวิต’ ให้ตัวเองบ้าง เผื่อเกิดอะไรขึ้นลูกจะได้ไม่ลำบาก แต่ ‘งบมีจำกัด’ มากในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยว ควรจัดลำดับความสำคัญยังไงระหว่างประกันชีวิต ประกันสุขภาพ กับการเก็บออมคะ?"
สำหรับครอบครัวที่มีผู้หารายได้เพียงคนเดียว และยังมีลูกเล็กที่ต้องพึ่งพารายได้ของแม่อีกหลายปี การวางแผนบริหารความเสี่ยงทางการเงินของครอบครัวถือว่าสำคัญมากค่ะ แต่เมื่อเงินที่สามารถจัดสรรได้ในแต่ละเดือนมีจำกัด เราคงไม่สามารถทำทุกอย่างให้เต็มที่พร้อมกันได้ สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ประเด็นที่ว่า “ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ หรือการออม อะไรดีที่สุด” แต่คือ “ความเสี่ยงอะไรควรจัดการก่อน และเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดควรถูกจัดสรรอย่างไร”
ในมุมของ “นักวางแผนการเงิน” ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละอย่างทำหน้าที่แตกต่างกัน “ประกันชีวิต” ช่วยดูแลคนข้างหลังหากผู้หารายได้เสียชีวิต “ประกันสุขภาพ” ช่วยบริหารความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาล ส่วน “การออม” ช่วยรับมือเหตุฉุกเฉินและสร้างความมั่นคงสำหรับเป้าหมายในอนาคต สำหรับกรณีของคุณแนน หากต้องจัดลำดับภายใต้ “งบประมาณที่จำกัด” ขอแนะนำดังนี้ค่ะ
1.เริ่มจากสร้าง “เงินสำรองฉุกเฉิน” ก้อนแรก
ก่อนจะนำเงินทั้งหมดไปจ่ายเบี้ยประกัน ควรมี “เงินสดสำรอง” ไว้รับมือกับเหตุการณ์ที่ประกันไม่ได้เข้ามาช่วย เช่น ตกงาน รายได้ลดลง สิ่งของจำเป็นชำรุด รถเสีย มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับลูกกะทันหัน หรือมีรายจ่ายจำเป็นที่ไม่ได้อยู่ในแผน
“เรื่องนี้ยิ่งสำคัญสำหรับครอบครัวที่มีรายได้เพียงทางเดียว เพราะหากรายได้ของคุณแนนหยุดลง จะไม่มีรายได้ของคู่สมรสเข้ามาช่วยพยุงค่าใช้จ่ายของครอบครัว”
โดยทั่วไป “เงินสำรองฉุกเฉิน” อาจตั้งเป้าไว้ประมาณ 6–12 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแนนต้องรอเก็บเงินให้ครบ 6–12 เดือนก่อน แล้วจึงค่อยเริ่มทำประกันชีวิตหรือประกันสุขภาพ เพราะระหว่างที่กำลังเก็บเงิน เราก็ยังเผชิญกับความเสี่ยงเหล่านั้นอยู่
“หากปัจจุบันยังไม่มีเงินสำรองเลย อาจเริ่มจากสร้างเงินก้อนแรกให้ได้ประมาณ 1–3 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น เพื่อให้ครอบครัวมีกันชนทางการเงินในระดับหนึ่งก่อน แล้วค่อยสะสมเพิ่มไปสู่เป้าหมาย 6–12 เดือนควบคู่กับการจัดการความเสี่ยงด้านอื่น”
2.ให้ความสำคัญกับ “ประกันชีวิต” เพราะลูกยังต้องพึ่งพารายได้ของแม่
หลังจากมีเงินสำรองก้อนแรกแล้ว สำหรับคุณแนน ควรให้น้ำหนักกับ “ประกันชีวิต” เป็นลำดับถัดมา เพราะลูกอายุเพียง 6 ขวบ และยังต้องพึ่งพารายได้ของแม่อีกหลายปี หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับคุณแนน รายได้หลักของครอบครัวจะหายไปทันที
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ควรซื้อประกันชีวิตหรือไม่” แต่คือ...
“ถ้าวันนี้คุณแนนไม่อยู่ ลูกต้องมีเงินอีกเท่าไร จึงจะสามารถใช้ชีวิตและเรียนต่อไปได้จนสามารถดูแลตัวเองได้”
“การประเมินทุนประกันชีวิต” สามารถใช้หลัก “Needs Approach” โดยพิจารณาค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูก ค่าเล่าเรียน ภาระหนี้ และเป้าหมายสำคัญที่ต้องการให้ดำเนินต่อไป แล้วหักด้วยเงินออม เงินลงทุน ทรัพย์สิน หรือแหล่งเงินอื่นที่สามารถนำมาใช้ดูแลลูกได้ ส่วนที่ยังขาดจึงเป็นจำนวนความคุ้มครองชีวิตที่ควรพิจารณา
“และเมื่อโจทย์สำคัญของคุณแนนคือ ‘งบจำกัด’ ก็ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากประกันชีวิตที่มีส่วนการออมหรือมีเบี้ยสูง หากวัตถุประสงค์หลักในช่วงนี้คือการสร้างความคุ้มครองให้ลูก อาจพิจารณา ‘ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา’ (Term Life Insurance) ซึ่งเน้นความคุ้มครองชีวิตเป็นหลัก และโดยทั่วไปสามารถให้ทุนประกันสูงเมื่อเทียบกับเบี้ยประกันที่จ่าย”
ระยะเวลาคุ้มครองอาจเลือกให้สอดคล้องกับช่วงที่ลูกยังต้องพึ่งพารายได้ของแม่ เช่น จนกว่าลูกจะเรียนจบหรือสามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อภาระลดลง ความต้องการทุนประกันชีวิตก็อาจลดลงตามไปด้วย

3.“ประกันสุขภาพ” สำคัญ...แต่ควร “สำรวจสิทธิที่มี” ก่อนซื้อเพิ่ม
ความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทยยังมีสิทธิการรักษาพยาบาลพื้นฐานรองรับอยู่ในระดับหนึ่ง เช่น สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง และสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบประกันสังคมก็มีสิทธิรักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของประกันสังคม นอกจากนี้ ผู้ที่ทำงานประจำบางแห่งยังมีประกันสุขภาพกลุ่มหรือสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลจากนายจ้างอีกด้วย แม้สิทธิเหล่านี้อาจไม่ได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายหรือทางเลือกในการรักษาทุกอย่าง แต่ก็ถือว่าเป็นฐานความคุ้มครองด้านสุขภาพที่มีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง
“จริงอยู่การมี ‘ประกันสุขภาพ’ ส่วนตัวเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ก่อนนำเงินที่มีจำกัดไปซื้อความคุ้มครองเพิ่ม คุณแนนควรตรวจสอบก่อนว่าปัจจุบันมีสิทธิอะไรอยู่แล้วบ้าง เช่น สิทธิประกันสังคม หรือประกันสุขภาพกลุ่มของบริษัท”
จากนั้นจึงถามต่อว่า “ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา สิ่งที่มีอยู่เพียงพอกับรูปแบบการรักษาที่เราต้องการหรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่หากเกิดขึ้นแล้วเราไม่สามารถรับภาระเองได้”
เพราะหน้าที่ของ “ประกันสุขภาพ” คือช่วยบริหารความเสี่ยงจากค่ารักษาพยาบาลที่อาจกระทบเงินออมและฐานะการเงินของครอบครัว ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องซื้อแผนที่มีวงเงินสูงที่สุด หรือครอบคลุมทุกอย่าง หาก “งบมีจำกัด” อาจใช้สิทธิพื้นฐานและสวัสดิการจากนายจ้างเป็นฐานก่อน แล้วพิจารณา “ซื้อประกันสุขภาพเพื่อเติมช่องว่างเฉพาะส่วนที่จำเป็น” โดยเลือกเบี้ยประกันที่สามารถจ่ายต่อเนื่องได้ในระยะยาว
“หากตรวจสอบแล้วพบว่าคุณแนนแทบไม่มีความคุ้มครองด้านสุขภาพ หรือมีช่องว่างมากจนหากเจ็บป่วยรุนแรงแล้วเงินออมของครอบครัวอาจได้รับผลกระทบอย่างมาก ‘ประกันสุขภาพ’ ก็อาจต้องขยับขึ้นมาเป็นเรื่องเร่งด่วนใกล้เคียงกับ ‘ประกันชีวิต’ ได้เช่นกัน”
4.แล้ว “การออม” ต้องหยุดไว้ก่อนหรือไม่?
คำตอบคือ...“ไม่ควรหยุดทั้งหมด” ค่ะ
ต้องแยกก่อนว่า “การออม” มีหลายวัตถุประสงค์ เงินสำรองฉุกเฉินที่กล่าวไปในข้อแรกก็เป็นการออมประเภทหนึ่ง และเป็นการออมที่ควรให้ความสำคัญมากในช่วงแรก
ส่วน “การออมระยะยาว” เช่น เงินเพื่อการศึกษาของลูกหรือเงินเกษียณของตัวเอง หากงบประมาณยังจำกัด อาจยังไม่จำเป็นต้องเร่งนำเงินจำนวนมากไปไว้ในเป้าหมายเหล่านี้ จนทำให้ไม่มีเงินเหลือสำหรับจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในวันนี้
“แต่ก็ไม่ควรหยุดออมระยะยาวทั้งหมด หากยังพอมีความสามารถ อาจเริ่มจากจำนวนเล็กๆ เพื่อรักษาวินัยในการออมไว้ก่อน แล้วเมื่อเงินสำรองฉุกเฉินเริ่มเพียงพอ รายได้เพิ่มขึ้น หรือภาระบางอย่างลดลง จึงค่อยเพิ่มเงินออมสำหรับการศึกษาของลูกและการเกษียณของตัวเอง”
สิ่งสำคัญคือ “อย่าให้เบี้ยประกันสูงจนไม่มีเงินเหลือออม หรือสูงจนกระทบค่าใช้จ่ายจำเป็นของครอบครัว” เพราะไม่ว่าจะเป็น “ประกันชีวิต” หรือ “ประกันสุขภาพ” หากเลือกแผนที่มีเบี้ยสูงเกินกำลังจนไม่สามารถจ่ายต่อเนื่องได้ ก็อาจไม่ใช่แผนที่เหมาะสมตั้งแต่แรก
“Action Plan” สำหรับคุณแนน
1.สำรวจฐานะการเงินและกระแสเงินสดของครอบครัว
รวบรวมรายได้ ค่าใช้จ่ายจำเป็น หนี้สิน เงินออม เงินลงทุน รวมถึงเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากสามีและยังคงเหลืออยู่ เพื่อให้ทราบว่าปัจจุบันครอบครัวมีเงินสำรองเท่าไร และสามารถจัดสรรเงินสำหรับการป้องกันความเสี่ยงและการออมได้เดือนละเท่าไร
2.สร้างเงินสำรองฉุกเฉินก้อนแรกประมาณ 1–3 เดือนของค่าใช้จ่ายจำเป็น
หากยังไม่มีเงินสำรองเลย ให้เริ่มสร้างเงินก้อนนี้ก่อน เพื่อให้มีสภาพคล่องสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน จากนั้นจึงทยอยเพิ่มไปสู่เป้าหมายประมาณ 6–12 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ครบทั้งหมดก่อนจึงเริ่มวางแผนประกัน
3.ประเมินความจำเป็นของประกันชีวิต
หากคุณแนนเสียชีวิต ลูกต้องมีเงินอีกเท่าไรสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต การศึกษา และภาระสำคัญอื่นๆ แล้วหักด้วยทรัพย์สินและแหล่งเงินที่มีอยู่ หาก “งบจำกัด” ให้เน้นความคุ้มครองที่เพียงพอก่อน และพิจารณาประกันชีวิตแบบ Term เป็นหนึ่งในทางเลือก แทนการใช้เงินจำนวนมากกับส่วนการออมในกรมธรรม์
4.ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาลและความคุ้มครองสุขภาพที่มีอยู่
สำรวจสิทธิประกันสังคม สวัสดิการนายจ้าง และประกันกลุ่มที่มีอยู่ก่อน แล้วจึงพิจารณาเติมประกันสุขภาพเฉพาะส่วนที่ยังขาด โดยคำนึงถึงทั้งความเสี่ยงที่ต้องการป้องกันและความสามารถในการจ่ายเบี้ยในระยะยาว
5.ค่อยๆ เพิ่มการออมระยะยาวเมื่อฐานการเงินแข็งแรงขึ้น
รักษาการออมไว้แม้จะเริ่มจากจำนวนไม่มาก และเมื่อเงินสำรองฉุกเฉินเพียงพอขึ้น หรือมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงทยอยเพิ่มเงินสำหรับการศึกษาของลูกและการเกษียณของตัวเอง พร้อมทบทวนแผนเป็นระยะเมื่อรายได้ ภาระ หรือสวัสดิการเปลี่ยนแปลง
สุดท้ายนี้ “ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการออม” ล้วนมีความสำคัญ แต่ทำหน้าที่คนละอย่าง เมื่อทรัพยากรมีจำกัด เราอาจไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้พร้อมที่สุดในวันนี้ แต่ควรเริ่มจาก “ปิดความเสี่ยง” ที่หากเกิดขึ้นแล้วครอบครัวรับภาระเองไม่ไหวก่อน แล้วค่อยสร้างความมั่นคงด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นตามกำลังค่ะ
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
