SINO ส่งสัญญาณบวก! ปักหมุด Q3 ทะยานรับไฮซีซั่น เดินหน้าปรับพอร์ตดันธุรกิจมาร์จิ้นสูง มั่นใจรายได้ปี 69 เข้าเป้า 3,500 ลบ.
SINO มองแนวโน้มครึ่งหลังปี 2569 โตกว่าครึ่งปีหลัง ไตรมาส 3/69 รับอานิสงส์ฤดูกาลส่งออก-ค่าระวางเรือพุ่ง หนุนรายได้แตะ 3,500 ล้านบาท ตามเป้า พร้อมรุกหนักธุรกิจ Margin สูง หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ Air Freight-Logistics Support เป็น 15% ภายในปี 2570 ปลื้มตลาด Non-USA โตทะลุเป้า จับตา World Link ในสหรัฐฯ แตะจุดคุ้มทุนภายในเดือนก.ย. นี้
นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO เปิดเผยว่า บริษัทมองทิศทางครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตดีกว่าครึ่งปีแรก โดยเฉพาะในไตรมาส 3/69 เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งผู้นำเข้าในตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรปเริ่มเร่งสั่งสินค้าเพื่อรองรับเทศกาลปลายปี
ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 ที่ 3,500 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนที่ทำได้ 2,843 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขนส่งสินค้าที่คาดว่าจะสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ระดับ 54,000 ตู้คอนเทนเนอร์ หลังจากครึ่งปีแรกทำได้แล้วกว่า 27,000 ตู้คอนเทนเนอร์ แม้สถานการณ์ค่าระวางเรือจะมีความผันผวน แต่บริษัทมีสัญญาโดยตรงกับสายเดินเรือชั้นนำทำให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ระวาง (Space) และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปรับโครงสร้างรายได้ มุ่งธุรกิจ High Margin
โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทกำลังขับเคลื่อนคือการเป็น Integrated Logistics Provider โดยลดการพึ่งพาธุรกิจขนส่งทางเรือ (Sea Freight) ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนราว 93% ให้ลงมาอยู่ที่ 80% และหันไปเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงอย่าง ธุรกิจขนส่งทางอากาศ (Air Freight) โดยมี บริษัท เอ.เอส. โลจิสติกส์ จำกัด (ASL) เป็นแกนหลักในการขยายธุรกิจ พร้อมขยายฐานลูกค้าและเส้นทางในยุโรปและออสเตรเลีย
รวมถึงธุรกิจบริการสนับสนุนงานบริการโลจิสติกส์ (Logistics Support) ซึ่งเร่งเพิ่มอัตราการใช้พื้นที่คลังสินค้า 9 แห่ง ในย่านแหลมฉบัง พื้นที่รวม 43,000 ตร.ม. และเตรียมขยายสาขาใหม่ในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ รวมถึงลงทุนรถหัวลากเพิ่มเป็น 30 คัน โดยบริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก Air Freight และ Logistics Support เป็น 15% ภายในปี 2570 จากประมาณ 12% ณ สิ้นไตรมาส 2/69 เพื่อเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว
ขณะเดียวกัน Sea Freight ยังคงเป็นธุรกิจหลักของบริษัท โดยจะรักษาความแข็งแกร่งในเส้นทางไทย–สหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการขยายเส้นทาง Non-USA โดยเฉพาะเอเชียและยุโรป ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตที่ดี
World Link กำลังถึงจุดคุ้มทุน
สำหรับการกระจายความเสี่ยงเส้นทางขนส่ง ปัจจุบันสัดส่วนเส้นทางเอเชียและยุโรป (Non-USA) ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 47% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 45% ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นจุดแข็งสำคัญ โดยบริษัทได้เสริมทีมงานฝ่ายขายที่ WLT Logistics Inc. dba World Link Transport Group (World Link) ในสหรัฐฯ เพื่อทำ Cross-selling ระหว่างเครือข่าย ซึ่งคาดว่า World Link จะถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่ช่วยหนุนกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัท
นอกจากนี้ บริษัทได้เสริมทีมงานฝ่ายขายของ World Link ในสหรัฐฯ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาส Cross-selling ระหว่างเครือข่ายไทยและสหรัฐฯ โดยบริษัทฯ ยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาท
“บริษัทฯ มุ่งสู่การเป็น Integrated Logistics Provider โดยเชื่อมโยงบริการ Sea Freight, Air Freight, Road Freight, Warehouse และบริการสนับสนุนโลจิสติกส์เข้าด้วยกัน พร้อมสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจในกลุ่มและเครือข่ายต่างประเทศ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและขยายฐานลูกค้าในระยะยาว” นายนันท์มนัส กล่าว
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ฟื้นตัวชัดเจนจากไตรมาสก่อน โดยมีรายได้รวม 804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% และมีกำไรสุทธิ 10 ล้านบาท เทียบกับประมาณ 2 ล้านบาทในไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นเป็น 15,034 TEUs เติบโต 17% จากไตรมาสก่อน และทำสถิติสูงสุดในรอบ 9 ไตรมาส
ขณะที่งวด 6 เดือนแรก บริษัทมีรายได้รวม 1,405 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 12 ล้านบาท ชะลอตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากระดับค่าระวางเฉลี่ยในช่วงต้นปีที่ต่ำกว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะที่ปีก่อนมีรายการกำไรพิเศษจากการขายที่ดิน
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มขึ้นเป็น 15.1% จาก 14.7% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการปรับสัดส่วนงานบริการไปสู่กลุ่มธุรกิจที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น ขณะที่บริษัทฯ ยังคงมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.89 เท่า และไม่มีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย
