Official Update :

วิเคราะห์ผลงานไตรมาส 1/65 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซ ท่ามกลางราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง

หลังจากเริ่มตั้งแต่ในช่วงต้นปี 2565 ราคาพลังงานต่างๆทยอยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จากดีมานด์ความต้องการใช้ทั่วโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2564 เพราะหลายประเทศทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด19 อย่างไรก็ตามแนวโน้มราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในฝั่งซีกโลกตะวันตกและสหรัฐทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน จึงอาจจะบอกได้เลยว่าทั่วโลกอาจจะกำลังเข้าสู่ช่วงของวิกฤตด้านราคาพลังงาน


อย่างไรก็ตามไม่เพียงแค่ราคาน้ำมันดิบเท่านั้น ราคาถ่านหินกลับปรับตัวทะยานสูงขึ้นสูงสุดในรอบประวัติศาสตร์ โดยสัญญาซื้อขายถ่านหินล่วงหน้าของNewcastle coal ทำลายสถิติสูงสุดอีกครั้งที่ 400 ดอลลาร์ต่อตันในต้นเดือนมีนาคม และตอนนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ตั้งแต่ต้นปี 65 เนื่องจากการคว่ำบาตรรัสเซียที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะการบุกรุกยูเครนทำให้เกิดวิกฤตพลังงานระหว่างประเทศ


ขณะที่ปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันเพิ่มอย่างต่อเนื่อง คือ ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 65 สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลง 2.6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล


ดังนั้นถือเป็น Sentiment เชิงบวกต่อราคาน้ำมันดิบ ควบคู่ไปกับความตึงเครียดในสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7% อยู่ที่ 111เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล รวมถึงการที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกอย่าง OPEC ก็มีมติเพิ่ม กำลังการผลิตน้ำมันที่ 4 แสนบาร์เรลต่อวันใน เดือน เม.ย. ซึ่งเป็นไป ตามคาดของตลาด


ทั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาดูว่าเมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มในระดับสูงแบบนี้ และจะส่งผลดีต่อหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในงวดไตรมาส 1 /65 อย่างไรบ้างและหุ้นไหนที่จะได้รับประโยชน์ของการที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบนี้ รวมถึงราคาเป้าหมายและคำแนะนำจากเหล่านักวิเคราะห์ โดย Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ


โดยบริษัท หลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินปัจจัยพื้นฐานของหุ้น PTTEP ว่า เป้าปริมาณขายและราคาก๊าซฯที่มีทิศทางฟื้นตัวในไตรมาส 1/65 สอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดกำไรปกติไตรมาส1/65  ราว 12,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อน  และเพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาส4/64


โดยสาเหตุของการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับปีก่อนนั้นเพราะได้ทั้งปริมาณขายแหล่งใหม่หนุน และอัตรากำไรเพิ่มตาม ASP (46.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล) ที่ทั้งราคา Gas และน้ำมันดิบโต ส่วนสาเหตุที่กำไรเติบโตจากไตรมาส4/64 เพราะได้ปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นราว 3% มาที่ 4.36 แสนบาร์เรลต่อวัน


คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายปี65 ที่  143.00 บาท/หุ้น และเป็นหนึ่งใน top pick เรามองในช่วงไตรมาส1/65 มีปัจจัยบวกหนุน PTTEP จาก 1) แนวโน้มกำไรปกติในช่วงครึ่งปีแรกที่โตต่อเนื่องตามปริมาณขาย และ ASP และ 2) Geopolitical risk ในตะวันออกกลาง และยุโรป รวมถึงผลการประชุม OPEC+


สำหรับมุมมองหุ้นตัวถัดไปได้แก่ BCP นักวิเคราะห์มองความเสี่ยงผลกระทบต่อการดำเนินงานของ BCP จากเหตุการณ์รัสเซียโจมตียูเครนน้ำหนักไปด้าน upside risk มากกว่า เพราะธุรกิจ E&P ในนอร์เวย์ไม่ได้มีการขายไปยังรัสเซียและอยู่ห่างจากพื้นที่ความขัดแย้ง 2) ราคาน้ำมันดิบที่ผันผวนขึ้นสร้างประโยชน์ด้าน stock gain เหนือผลกระทบ crude premium ที่อาจเพิ่มขึ้นจาก supply น้ำมันดิบที่ตึงตัว และ 3) supply โรงกลั่นยุโรปที่อาจได้รับผลกระทบจะส่งให้ spread ปิโตรเลียมมีแรงหนุนเข้ามา


ทั้งนี้คงมุมมอง BCP น่าสนใจ ราคาหุ้นยังคง laggard กลุ่ม แม้คาดกำไรปกติใน 64-66 โตสูงเฉลี่ย 45%  ไม่แพ้กลุ่ม (SPRC +40%/ TOP +55%) โดยธุรกิจโรงกลั่นได้ประโยชน์จาก middle distillate (Jet/GO) เด่น, มี recurring income จากธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เติบโตต่อเนื่องหนุน และธุรกิจ E&P ที่มีแหล่งใหม่มาหนุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 40 บาท


ขณะที่ TOP ถือเป็นอีกหนึ่งโรงกลั่นขนาดใหญ่ของไทย ที่จะได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/65 มีแนวโน้มแข็งแกร่งต่อเนื่อง หนุนโดยค่าการกลั่นและอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงในช่วงครึ่งแรกของปี 65 ค่าการกลั่นคาดว่าจะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 65 ส่วนต่างราคาอะโรเมติกส์มีแนวโน้มอ่อนตัวลงในปี 65


สำหรับคำแนะนำพื้นฐาน  แนวโน้มตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นน่าจะช่วยหนุนผลการดำเนินงานให้เติบโตขึ้นจากปีก่อนโดยคาดการณ์การเติบโตของกำไรหลักที่แข็งแกร่งในปี 65 น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป มูลค่าหุ้นยังคงอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PBV ณ สิ้นปี 65 ที่เพียง 0.9 เท่า จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ต่อ TOP ที่ราคาเป้าหมาย 70 บาท


ปิดท้ายกันที่หุ้นโรงกลั่นชั้นอย่าง SPRC โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส1/65 จะออกมาในทางที่ดี จากค่าการกลั่นที่เพิ่มสูงขึ้น แต่อาจถูกฉุดด้วยค่าใช้จ่ายน้ำมันรั่วของ SPRC โดยประมาณค่าเสียหายที่ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับส่วนการชดเชยต่อสาธารณะ และการซ่อมบำรุงท่อส่งน้ำมันยังไม่ได้มีการประกาศ เราประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมด 30 ล้านเหรียญ


ดังนั้นจากเหตุการณ์น้ำมันรั่วล่าสุด เชื่อว่า SPRC ไม่น่าจะถูกเทรดด้วยพรีเมียมเทียบกับคู่แข่งได้ จึงลดมูลค่า P/B เป้าหมายเป็น 1.1x (จาก 1.6x) จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี ตัดราคาเป้าหมายเป็น 9.3 บาท (จาก 11.9 บาท) และปรับลดเป็น “ถือ” (จาก “ซื้อ”)



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่