“กองหุ้นใหญ่” ช่วยให้ไม่พลาด "หุ้นไทย" ขาขึ้นรอบใหม่... เป้าหมายเงินลงทุน “ต่างชาติ” พื้นฐานดี-สภาพคล่องสูง !!!
ลายแทงกองทุน: รู้หรือไม่?...ปีนี้ “หุ้นไทย” (SET) ขึ้นมาอย่างร้อนแรง +25.76% (SET TRI +29.73%) นั้น “หุ้นใหญ่” (SET50) ก็ตามมาติดๆ +21.94% (SET50 TRI +26.32%) (ที่มา: setsmart.com, วันที่ 9 มิ.ย. 26)
ปัจจุบันที่ดัชนีใกล้ 1,600 จุด จึงมีมุมมองที่ “แตกต่างกัน” ออกไป บ้างก็มองว่า “ไปต่อได้” บ้างก็ว่า “ตึงตัว” น่าจะย่อ แต่ถ้ามองข้ามไปใน 12 เดือนข้างหน้า มุมมองส่วนใหญ่ยังเป็น “บวก”
ปัจจัยหนุนสำคัญ คือ มูลค่าที่ยัง “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค ปัจจุบัน “หุ้นไทย” มี Forward 12M P/E ที่ 15.63 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ 15.62 เท่า ในขณะที่คาดกำไรบจ.จะโตได้ 5.81% (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 5 มิ.ย. 26)
อีกปัจจัย คือ “เงินต่างชาติ” ที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียบางส่วนก็จะกระจายเข้ามาที่ไทยด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่า “หุ้นใหญ่” จะเป็นเป้าหมายของเงินต่างชาติเหล่านี้ที่พร้อมจะผลักดันดัชนีหุ้นไทยให้ทะยานเดินหน้าต่อไปได้
และใครที่ “ไม่อยากพลาด” โอกาสเติบโตไปกับ “ขาขึ้นรอบใหม่” ของตลาดหุ้นไทย กลุ่ม “หุ้นใหญ่” จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้คัดเอา 4 “กองทุนเด่น” ในธีม “กองหุ้นใหญ่” ที่น่าสนใจมาฝากกัน
เปิด 4 "กองทุนเด่น" ธีม "กองหุ้นใหญ่"…ไม่พลาด "หุ้นไทย" สู่ขาขึ้นรอบใหม่
สำหรับ 4 “กองทุนเด่น” ที่คัดมาในครั้งนี้ เป็น “Active Fund” 3 กอง และ “Passve Fund” อีก 1 กอง ที่มีสไตล์การบริหารแตกต่างกันออกไปตามแต่ละค่าย ประกอบด้วย
- “BCAP-MSCITH: กองทุนเปดบีแคป เอ็มเอสซีไอไทยแลนด์” ของบลจ.บางกอกแคปปิตอล เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity Large Cap” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) เป็นกองทุนสไตล์ Passive Fund ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี “MSCI Thailand ex Foreign Board Index” ซึ่งรวมถึงหลักทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการเข้าหรือออกจากการเป็นหลักทรัพย์ที่เป็นองค์ประกอบของดัชนีอ้างอิงด้วย โดยมุ่งเน้นที่จะลงทุนในหุ้นเต็มอัตรา (Fully Invested) เพื่อให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีอ้อางอิงดังกล่าว
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 29 พ.ค. 26) มีการลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
- เทคโนโลยี 40%
- บริการ 21%
- ทรัพยากร 19%
- ธุรกิจการเงิน 10%
- อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 7%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) DELTA 27.92%, 2) PTT 9.16%, 3) ADVANC 8.49%, 4) CPALL 6.16% และ 5) GULF 5.87% ตามลำดับ”

- ถัดมาเป็น “KTEF: กองทุนเปิดกรุงไทย สมาร์ท อิควิตี้ ฟันด์” ของบลจ.กรุงไทย เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity Large Cap” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูงและให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ 30 เม.ย. 26) มีการลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
- เทคโนโลยี 27.44%
- ทรัพยากร 18.34%
- ธุรกิจการเงิน 17.28%
- บริการ 16.36%
- อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 9.21%
“โดย 5 หุ้นที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ 1) DELTA 16.95%, 2) GULF 6.64%, 3) ADVANC 5.67%, 4) PTT 4.87% และ 5) AOT 4.26% ตามลำดับ”
- มาต่อกันด้วย “KFENS50-A: กรุงศรีเอ็นแฮนซ์เซ็ท 50-สะสมมูลค่า” ของบลจ.กรุงศรี เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity Large Cap” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นไทย” ที่เป็นส่วนประกอบของดัชนี “SET50” โดยมีการบริหารเชิงรุก (Active Management) เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ดีกว่าดัชนี SET50
สำหรับหน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 เม.ย. 26) มีการลงทุนใน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-พลังงานและสาธารณูปโภค 23.67%
-ธนาคาร 14.05%
-ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 54%
-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 11.94%
-ขนส่งและโลจิสติกส์ 10.30%
“โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) DELTA 10.69%, 2) GULF 7.68%, 3) PTT 7.29%, 4) ADVANC 6.72% และ 5) AOT 6.26% ตามลำดับ”

- ปิดท้ายกันด้วย “ABG: กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกรท” ของบลจ.อเบอร์ดีน เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity General” ความเสี่ยงระดับ 6 (เสี่ยงสูง) ที่เน้นลงทุน “หุ้นไทย” ที่มีแนวโน้มการเติบโตทางธุรกิจสูง หรือมีปัจจัยพื้นฐานดีในระยะกลาง-ยาว
สำหรับหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 เม.ย. 26) มีการลงทุน 5 กลุ่มอุตสาหกรรมมากสุด ประกอบด้วย
-พลังงานและสาธารณูปโภค 17.14%
-ธนาคาร 13.97%
-พาณิชย์ 10.86%
-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 9.80%
-ชิ้้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 9.30%
“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) DELTA 9.30%, 2) GULF 5.94%, 3) MEGA 5.18%, 4) CPN 4.83% และ 5) TRUE 4.67% ตามลำดับ”
สำหรับใครที่มีมุมมองเชิงบวกต่อ “ตลาดหุ้นไทย” และไม่อยากพลาดโอกาสการลงทุนในช่วง “ตลาดขาขึ้นรอบใหม่” เชื่อว่ากลุ่ม “กองหุ้นใหญ่” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือกลุ่ม “หุ้นนำตลาด” ที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยให้ทะยานไปข้างหน้า เป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติที่จะกลับเข้ามาอย่างไม่ต้องสงสัย
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
