“กองหุ้น Asia Tech” ปีนี้พุ่งแรงเฉลี่ย +48.37%... “K-ATECH” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +68.51% ชี้ “ไม่แพง-ถูกกว่า US Tech” โอกาสลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
สาระ Fund วันละนิด: รู้หรือไม่?...วานนี้ (23 มิ.ย. 26) “หุ้นเทคฯ” ทั่วโลกกอดคอร่วง คาดกังวลข่าว “Bank of America” (BofA) ออกมาคาดการณ์ “ธ.กลางสหรัฐ” (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้
กดดัน “US Tech” (Nasdaq-100) ปรับตัวลง -2.68% ด้าน “Asia Tech” (NQASIA10) ร่วงไป -4.66%
อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนของ “Asia Tech” ปีนี้ก็ยังร้อนแรงให้ผลตอบแทนกว่า +60% สูงกว่า “US Tech” ที่บวกเพียง +17% เท่านั้น
นอกจากพื้นฐานของ “Asia Tech” ที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมี Forward 12M P/E ที่ 14.01 เท่า ถูกกว่าฝั่ง “US Tech” ที่มี Forward 12M P/E ที่ 24.92 เท่า อีกด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่ปีนี้ “กองหุ้น Asia Tech” จะ Outperform โชว์ผลตอบแทน “สุดปัง” เฉลี่ย +48.37% เลยทีเดียว
สำหรับ 3 “กองหุ้น Asia Tech” ที่มีผลงาน “ดีสุด” ปีนี้ เป็นกองทุนอะไรบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย

3 “กองหุ้น Asia Tech” ปีนี้ ผลงาน “สุดปัง” โชว์ผลตอบแทนเฉลี่ย +48.37%...“K-ATECH” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +68.51%
จากการสำรวจผลงานของ “กองหุ้น Asia Tech” ปีนี้ (ณ วันที่ 18 มิ.ย. 26) พบว่า มีกองทุนทั้งหมด 8 กอง ผลตอบแทน “พุ่งตามดัชนี” บวกเฉลี่ย +48.37% (ดีสุด +68.51%, แย่สุด +38.12%) โดยกองทุนทั้งหมด 100% โชว์ผลตอบแทนเป็น “บวก”
สำหรับ “กองหุ้น Asia Tech” ปีนี้ “เขียวยกแผง” โดย 3 กองทุนที่มีผลงาน “ดีสุด” (ไม่นับชนิดหน่วยลงทุนของกองทุนเดียวกัน) ทำผลตอบแทนเฉลี่ย +48.37% นำมาโดย
1) “K-ATECH” ของบลจ.กสิกรไทย +68.51%
2) “B-ASIATECH” ของบลจ.บัวหลวง +48.28%
3) “MATECH-A” ของบลจ.เอ็มเอฟซี +43.75%
4) “KF-ATECH” ของบลจ.กรุงศรี N/A

“Asia Tech” ศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานโลก-พร้อมโตตามเทรนด์ “AI”…ปัจจัยบวกหนุน “โอกาสลงทุน” ระยะกลาง-ยาว
การกอดคอร่วงของ “หุ้นเทคฯ” ทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลเรื่อง “Fed” อาจขึ้นดอกเบี้ย แต่ล่าสุดทาง “UBS” ก็ออกมามองสวนคาดว่า “Fed” จะคงดอกเบี้ยในปีนี้แถมยังมีโอกาสจะปรับลงได้ด้วยในปีหน้า ก็ดูจะทำให้ตลาดสงบลงได้ อีกเหตุผลอาจจะเป็นการ “ขายทำกำไร” ปกติหลังตลาดปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม “Asia Tech” ยังถือเป้นเป้าหมายเงินลงทุนจากทั่วโลก ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและราคายังไม่แพงเมื่อเทียบกับ “US Tech” นั่นเอง ทั้งนี้มีปัจจัยบวกที่สำคัญ ได้แก่
- ศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก (Core Supply Chain): “เอเชีย” คือผู้กุมบังเหียนด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ การทดสอบ และประกอบชิป (เช่น บรรจุภัณฑ์ชิปขั้นสูงของ ASE Technology หรือการผลิตของ TSMC) ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ไม่ว่าบริษัทเทคฯ ระดับโลกค่ายไหนจะชนะในศึก AI ก็ตาม
- ผลประกอบการที่แข็งแกร่งรองรับ: ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้แย่ลงตามราคาหุ้น บริษัทยักษ์ใหญ่ในเอเชียหลายบริษัท เช่น Samsung และ TSMC ยังคงรายงานตัวเลขรายได้และกำไรจากการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่นจากดีมานด์ชิปหน่วยความจำขั้นสูงและ AI ที่ยังเติบโต
- การหมุนเวียนของเงินทุน (Sector Rotation): นักกลยุทธ์จาก “Goldman Sachs” และ “Citigroup” ระบุว่า นักลงทุนสถาบันระยะยาวกำลังทยอย “เพิ่มน้ำหนัก” (Overweight) ในหุ้น “Asia Tech” ในปี26 เนื่องจากมองเห็นความคุ้มค่าระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนที่ดีกว่า
สำหรับหุ้น “Asia Tech” แม้ปีนี้จะปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง แต่ยัง “ไม่แพง” และห่างไกลจากคำว่า “ฟองสบู่” ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับที่พร้อมจะเติบโตไปกับเทรนด์ “AI” ในระยะยาว นักลงทุนที่อยากจะกระจายการลงทุนออกจาก “US Tech” หรือมองหาโอกาสลงทุนที่ตอบโจทย์ระยะยาว เชื่อว่า “Asia Tech” จะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจในลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
