IROYAL เดินหน้าสร้าง New S-Curve พร้อมลงทุนธุรกิจใหม่ ตั้งเป้าเป็น Hybrid Stock มุ่งรักษาการเติบโตควบคู่สร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น
บมจ.อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ (IROYAL) พบผู้ลงทุน ตอกย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง ดัน 3 เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตลุยสร้าง New S-Curve แย้มมีแผนควบรวมกิจการธุรกิจใหม่ที่จะสร้างรายได้ให้กับบริษัทสม่ำเสมอ พร้อมให้ความสำคัญรักษาอัตรากำไรขั้นต้นระดับ 40% เผย Backlog 620 ล้านบาท จ่อรับรู้รายได้ครึ่งปีหลัง 40% ตั้งเป้าหมายเป็น Hybrid Stock มุ่งรักษาการ เติบโตของธุรกิจควบคู่ กับการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น
นายภณภัทร เมฆาสุวรรณดำรง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ IROYAL ผู้นำด้านโซลูชันวิศวกรรม เทคโนโลยีสื่อสาร และระบบอัจฉริยะแบบครบวงจร ได้นำเสนอข้อมูลผลประกอบการไตรมาส 2 ของปี 2569 และทิศทางการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท IROYAL ในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) โดยให้ความเชื่อมั่นต่อผู้ลงทุนว่า แนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2569 จะยังคงเป็นไปตามเป้าหมายและเติบโตอย่างแข็งแกร่งจากครึ่งปีแรก 2569 มีกำไรสุทธิ 65.91 ล้านบาท เติบโตกว่า 34% โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้อยู่ในระดับสูงกว่า 40% มุ่งคัดเลือกโครงการที่มีคุณภาพ บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และเพิ่มสัดส่วนงานที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายว่า IROYAL จะต้องเป็น Hybrid Stock ที่ผสมผสานระหว่าง Growth และ Dividend จะมุ่งรักษาการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น และมีเป้าหมา ที่จะจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยพิจารณาประกอบกับผลประกอบการ กระแสเงินสด และแผนการลงทุนของบริษัท
นายภณภัทร ยังได้กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจในช่วง 3-5 ปี ว่า IROYAL วางกลยุทธ์การเติบโตผ่าน 3 เครื่องยนต์หลักคือ 1. ธุรกิจเดิม ยังคงเป็นฐานรายได้และฐานลูกค้าที่สำคัญ โดยบริษัทจะรักษาธุรกิจเดิม ซึ่งเป็น Cash Cow ให้มีความแข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง
2. กลุ่มธุรกิจที่เป็น New S-Curve มุ่งขยายธุรกิจ Oil & Gas, Intelligent Solutions & Advanced Defense Technology และ Environmental Solutions ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มทั้งขนาดตลาด และสร้างความหลากหลายของรายได้
3. Technology & Innovation บริษัทอยู่ระหว่างลงทุนด้าน R&D เพื่อเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้าน Engineering และ System Integration ให้กลายเป็น Solution ที่มีมูลค่าเพิ่ม และสามารถต่อยอดไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม
“IROYAL มุ่งใช้ธุรกิจเดิมสร้างกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง เพื่อสร้าง New S-Curve และใช้ Technology เป็นตัวกระตุ้นการเติบโต ขณะที่การขยายธุรกิจในระยะ 3–5 ปีข้างหน้าจะมุ่งสร้างสมดุล ระหว่างการเติบโต การรักษา Margin และคุณภาพของกระแสเงินสด เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว”
ด้านนางสาวประภาพรรณ ประภัทรโพธิพงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อินเตอร์รอแยล เอ็นจิเนียริ่ง (IROYAL) กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 620 ล้านบาท โดยคาดว่าจะรับรู้รายได้จาก Backlog ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ประมาณ 40% หรือราว 248 ล้านบาท ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเตรียมประมูลงานมูลค่ารวมกว่า 2,500 ล้านบาท โดยจะทยอยเกิดขึ้น ตั้งแต่ปัจจุบัน จนถึงสิ้นปี 2570 ซึ่งคาดว่าบริษัทมีโอกาสได้รับงานประมาณ 50–60%
นางสาวประภาพรรณ กล่าวต่อว่า บริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุนในการรองรับการขยายธุรกิจ เนื่องจากปัจจุบันมีสภาพคล่องและฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับต่ำทำให้ยังมีศักยภาพในการ Leverage เพื่อสนับสนุนการเติบโต อีกทั้งมีสถาบันการเงินหลายแห่งที่พร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุน
นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมลงทุนในรูปแบบควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบฐานะและทรัพย์สิน (Due Diligence) กับกลุ่มลงทุนบางราย โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีรายได้ประจำ (Recurring Income) และสามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ โดยบริษัทจะมีการพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งผลตอบแทน ความเสี่ยง และศักยภาพในการสร้าง Value ให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลต่อตลาดเมื่อมีความชัดเจนและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
“เป้าหมายของ M&A ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มขนาดของบริษัท แต่ต้องการเพิ่มสัดส่วน Recurring Income และยกระดับคุณภาพของกำไร เพื่อให้ IROYAL มีรายได้ที่สม่ำเสมอและสามารถคาดการณ์ได้มากขึ้นในระยะยาว” นางสาวประภาพรรณ กล่าว
บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการเป็นเพียง Hardware Reseller แต่ต้องการพัฒนาไปสู่การให้บริการแบบครบวงจรตั้งแต่ Solution, Software, ไปจนถึงการบำรุงรักษาเพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพในการเติบโตของรายได้ บริษัทมองว่าธุรกิจเทคโนโลยีป้องกันประเทศขั้นสูง เป็นหนึ่งใน New S-Curve ที่มีศักยภาพสูง โดยเน้นการสร้าง Ecosystem ของโซลูชันมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว และบริษัทให้ความสำคัญกับการรักษา Margin อย่างต่อเนื่อง
