Official Update :

Merkle Capital ชี้ 3 ปัจจัยโลก กำหนดทิศทางสินทรัพย์เสี่ยง ครึ่งปีหลังคริปโตรับแรงหนุนลดดอกเบี้ย ลุ้น BTC ทำนิวไฮใหม่ 1.2 แสนดอลลาร์

บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งแรกในประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. เผย 3 ประเด็นที่โลกต้องจับตา ได้แก่ สงครามตะวันออกกลาง, สงครามการค้า, และความเคลื่อนไหว Fed คาดครึ่งปีหลัง ตลาดคริปโทรับแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของ Fed และความต้องการนักลงทุนสถาบัน ชี้หาก BTC ทำ New High ไปแล้ว ก็มีโอกาสทำระดับสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆ


คุณวรเมธ จันทร์เสน Investment Consultant บริษัท เมอร์เคิล แคปปิตอล จำกัด เผยว่าสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน มี 3 ประเด็นหลักที่นักลงทุนควรจับตาในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ได้แก่ (1) สงครามในตะวันออกกลางในระยะสั้น (2) สงครามการค้าในระยะกลาง และ (3) ความเคลื่อนไหวของ Fed ในระยะยาว


โดยในประเด็นเรื่องสงครามระหว่างอิลราเอลกับอิหร่าน ในปัจจุบัน มองว่าจะมีผลแค่ในระยะสั้น เนื่องจากยังไม่มีแนวโน้มว่าสงครามจะขยายตัว โดยคาดว่าตลาดอาจจะผ่านจุดที่มีความกังวลต่อสงครามมากที่สุดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หากสงครามมีความรุนแรงขึ้นจนมีการปิดช่องฮอร์มุซ ก็อาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน, ราคาทองคำ, และอัตราเงินเฟ้อ พุ่งสูงขึ้น และในกรณีเลวร้ายที่สุด หากมีประเทศมือที่สามเข้าร่วมสงครามด้วย ก็จะทำให้สงครามขยายตัวและมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ในตอนนี้ ยังมองความเป็นไปได้สำหรับกรณีนี้มีอยู่น้อย


ด้านสงครามการค้า แนะนำให้จับตาช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ที่การเว้นภาษีของสหรัฐฯ จะครบกำหนด 90 วัน อย่างไรก็ตาม ประเมินจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และประเทศ อื่นๆ เป็นไปในทิศทางที่ดี มองว่ามีโอกาสที่จะมีการเจรจาเพื่อต่อระยะเวลายกเว้นภาษีเพิ่มเติม


ส่วนประเด็นการลดดอกเบี้ยของ Fed แนะนำให้จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ และท่าทีของ Fed ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายนเป็นต้นไป เนื่องจากตลาดคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ เริ่มต้นในเดือนกันยายน ก่อนจะลดอีกทีในเดือนธันวาคม โดยนับตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงปลายปี 2027 ตลาดคาดว่า Fed อาจลดดอกเบี้ยรวม 4 ครั้ง ซึ่งจะทำให้โลกเข้าสู่ช่วง “ดอกเบี้ยต่ำสุด” และถ้าหากไม่มีพื้นที่ให้ลดดอกเบี้ยอีก อาจต้องใช้เครื่องมืออื่น เช่น QE (Quantitative Easing) ในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มักช่วยสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง อย่างเช่นคริปโทเคอร์เรนซี


ในด้านมุมมองเกี่ยวกับตลาดคริปโทเคอร์เรนซี มองว่ามีปัจจัยหนุนมากมาย โดยแรงหนุนหลักคือ การที่นักลงทุนสถาบันเริ่มให้ความสนใจและสนับสนุนสินทรัพย์ดิจิทัลกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น JPMorgan ที่มีแผนพัฒนา Stablecoin ของตัวเอง, กฎหมาย “Clarity for Payment Stablecoins Act” ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งผ่านขั้นตอนสำคัญเมื่อคืน, BlackRock ที่ประกาศเดินหน้าผลักดันสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง, หรือประเทศไทยเอง ที่อนุมัติการยกเว้นภาษีกำไร (Capital Gains Tax) จากการขายคริปโตเคอร์เรนซีที่จัดทำผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต. เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 ถึง 31 ธันวาคม 2029


นอกจากนี้ หาก Fed ลดดอกเบี้ยต่อในช่วงครึ่งหลังของปีก็จะยิ่งช่วยให้เงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีมากขึ้นด้วย ซึ่งความต้องการคริปโทเคอร์เรนซีที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ มีแนวโน้มที่จะดันให้สกุลเงินดิจิทัลหลายตัว โดยเฉพาะ Bitcoin (BTC) ที่เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีพื้นฐานดี แตะระดับสูงสุดใหม่ได้อีกครั้ง โดยมองราคาเป้าหมายในปีนี้ที่ 120,000 ดอลลาร์ ซึ่งถ้า BTC ได้ทำระดับสูงสุดใหม่แล้ว ก็มองว่าไม่น่าจะมีแนวต้าน และ BTC ก็น่าจะไต่ระดับทำระดับสูงสุดใหม่ได้เรื่อยๆ


ทั้งนี้ในด้านเทคนิคการเข้าซื้อ BTC แนะนำว่าให้ใช้หลักการว่าสินทรัพย์ไหนที่นักลงทุนสถาบันเริ่มเข้าซื้อ ราคามักจะย่อตัวไม่เกิน 15% ต่อรอบ