SCB CIO คาดเม็ดเงินลงทุน AI ทั่วโลกแตะ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2573 หนุนกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ - เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานเติบโตระยะยาว
SCB CIO มองการลงทุนในระบบ AI ของกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก คาดจะมีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้นแตะระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจระดับประเทศและเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ ส่วนราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง จะกดดันให้เงินเฟ้อทั่วโลกลดลงช้า ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนานขึ้น จับตาคือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานรองรับ AI และหนี้สาธารณะที่สูงของสหรัฐฯ ด้านกลยุทธ์การจัดพอร์ต แนะเน้นตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน หลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาว และเพิ่มทองคำรวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยรักษาสมดุลพอร์ต ส่วนตลาดหุ้นเน้นหุ้นสหรัฐฯ ที่กำไรเติบโตจากกระแสเทคโนโลยี AI และหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น เกาหลีใต้และไต้หวัน ที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรชิปขาขึ้น โดยเฉพาะดัชนีหุ้นเกาหลีใต้ ที่ Valuation ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีตและเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว จึงสามารถลงทุนได้ ส่วนหุ้นญี่ปุ่นยังโดดเด่น นอกจากนี้ สินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก จากระดับราคาที่ยังไม่แพง และได้ประโยชน์โดยตรงจากความต้องการใช้ไฟฟ้าในระบบนิเวศ AI
นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock โดยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากฝั่งอุปทาน ท่ามกลางความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแตกต่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI ของกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลก ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 ซึ่งส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจระดับประเทศและเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจยุคใหม่ที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ขณะเดียวกัน ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกลดลงได้ช้ากว่าที่คาดส่งผลให้ธนาคารกลางหลัก มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดต่อเนื่อง โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นระยะเวลานาน ขณะที่ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เดินหน้าปรับขึ้นดอกเบี้ย ส่วนธนาคารกลางจีน (PBoC) คาดว่าจะเน้นมาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงแทนการกระตุ้นในวงกว้าง
สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบต่อภาคการผลิตโลก รวมถึงข้อพิพาททางการค้าและการแข่งขันด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่อาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ขณะที่ปัญหาคอขวดในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากระบบเดิมขยายตัวไม่ทันความต้องการใช้ไฟฟ้าอันมหาศาลของ AI นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งการขาดดุลเรื้อรังและหนี้ภาครัฐที่สูง ทำให้เกิดแรงหนุนให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาวของสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อไป ซึ่งหากพุ่งขึ้นเร็วเกินไป อาจสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินในวงกว้างได้ อย่างไรก็ดี ในมุมมองของภาคธุรกิจ ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มผู้พัฒนาโมเดล AI เริ่มเติบโตอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดความกังวลของตลาดต่อความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว แม้รายได้ยังกระจุกตัวในกลุ่มผู้เล่นหลัก แต่ผลบวกเริ่มกระจายไปภาคส่วนอื่น จนนักวิเคราะห์ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของบริษัทกลุ่มเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวการแข่งขันที่รุนแรงอาจกดดันอัตรากำไรได้หากไม่มีการสร้างความแตกต่างทางเทคโนโลยีที่ชัดเจน เช่น ไม่มีข้อได้เปรียบที่ลอกเลียนแบบได้ยาก นักลงทุนสถาบันจึงหันมาคัดเลือกลงทุนอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้ประโยชน์อย่างแน่นอนไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้
จากสถานการณ์ที่ผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์มีความแตกต่างกันสูง กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้จึงแนะนำให้เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อจำกัดความผันผวนจากภาวะดอกเบี้ยค้างสูง พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงพันธบัตรระยะยาวจากความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ในส่วนของตลาดหุ้น แนะนำคัดเลือกบริษัทขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพและมีอำนาจในการกำหนดราคาสูง โดยเน้นหุ้นสหรัฐฯ ที่กำไรเติบโตแข็งแกร่ง และหุ้นตลาดเกิดใหม่อย่างเกาหลีใต้และไต้หวันที่เป็นหัวใจของห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงละตินอเมริกาที่ได้ประโยชน์จากความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่หุ้นญี่ปุ่นยังเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นจากการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กร และการฟื้นตัวของเงินเฟ้อ ด้านสินทรัพย์ทางเลือก หุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่จดทะเบียนในตลาด ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากเนื่องจากระดับ valuation ปัจจุบันยังไม่สะท้อนความต้องการใช้งานมหาศาลจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานและ AI นอกจากนี้ ควรมีทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ติดพอร์ตไว้เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง
ด้วยเหตุปัจจัยรอบด้านที่กล่าวมาทั้งหมด SCB CIO จึงเน้นย้ำว่าการจัดพอร์ตลงทุนแบบเดิมที่มีเพียงหุ้นและตราสารหนี้อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยกระจายความเสี่ยงในยุคนี้อีกต่อไป เนื่องจากในปัจจุบันหุ้นและพันธบัตรมักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การบริหารพอร์ตเชิงรุก เพิ่มความยืดหยุ่น และนำสินทรัพย์ทางเลือก เช่น กองทุนเฮดจ์ฟันด์ เข้ามาช่วยเสริมพอร์ต เพื่อจำกัดความเสี่ยงจากความผันผวนและพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ๆ จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งในด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์โลกเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับคำแนะนำการจัดพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำให้เน้นการลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดและผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ โดยสินทรัพย์มั่นคงควรเน้นพันธบัตรและหุ้นกู้ระยะสั้นคุณภาพดี (Investment Grade) ของสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (REITs) และโครงสร้างพื้นฐาน โดยกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยน่าสนใจจากระดับราคาที่ค่อนข้างต่ำและให้อัตราปันผลในระดับสูง
นอกจากนี้ ในส่วนของสินทรัพย์เพื่อการเติบโตภายในพอร์ตหลัก แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ได้รับประโยชน์จากผลกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตแข็งแกร่งและกระจายตัวกว้างขึ้นตามโครงสร้างพื้นฐาน AI ควบคู่กับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้อานิสงส์จากการปฏิรูปธรรมาภิบาลองค์กรและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ได้แรงหนุนจากความต้องการชิปหน่วยความจำในยุค AI รวมถึงการปฏิรูปตลาดทุนในประเทศ และ Valuation ยังถูก โดย Forward P/E 12M ของดัชนี MSCI Korea เทรดอยู่ที่ราว 8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต 5 ปี และยังถูกกว่าตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว (MSCI World) และ ตลาดหุ้นไต้หวัน ที่เป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรชิปขาขึ้นและการขยายตัวของงบลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI ในฐานะตลาดที่มีสัดส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน AI สูง ขณะเดียวกัน ควรมีทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ติดพอร์ตไว้เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ท่ามกลางราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้แรงหนุนต่อเนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วิกฤตอุปทานพืชผล ความต้องการทองแดงในอุตสาหกรรมพลังงาน ตลอดจนแรงซื้อทองคำเพื่อสะสมเป็นทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลก
สำหรับพอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เพื่อจับจังหวะสร้างผลตอบแทนระยะสั้นในกองทุนรวม แนะนำให้เจาะลึกเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มีปัจจัยหนุนเชิงโครงสร้างอย่างโดดเด่น โดยเน้นไปที่กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลกที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรอย่างมีนัย จากเม็ดเงินลงทุนในระบบนิเวศ AI และคัดเลือกบริษัทที่มีความได้เปรียบสูง ควบคู่ไปกับกลุ่มพลังงานยั่งยืนและโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ที่เติบโตล้อไปกับความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของศูนย์ข้อมูล และกลุ่มหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีน โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวัน รวมทั้ง บราซิลที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังเป็นขาขึ้น
ที่มา: Economics and Portfolio Strategy (EPS) ประจำเดือน พ.ค. 2569
จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 27 พ.ค. 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุน
คำเตือน
-
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
-
เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
-
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777
