“เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง” ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแรง-อาจเอาไม่อยู่... หวั่น “ใช้เวลานาน” กว่าจะแก้ไขได้ แนะ “4 สินทรัพย์เด่น” รับมือ !!!
Fun of Funds: เชื่อว่านักลงทุนหลายๆ คนอาจจะต้อง “กลุ้มใจ” หรือ “ไม่เอนจอย” กับ “ตลาดหุ้นทั่วโลก” ในปัจจุบันมากนัก ภายใต้แรงกดดันจาก “ตัวเลขเงินเฟ้อ” ที่เพิ่มสูงขึ้นจนไม่อาจคาดการณ์
ที่เห็นว่ามีแนวโน้มชะลอตัวลงก็อาจ “ไม่แน่เสียแล้ว” หลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (FED) เพิ่งออกมาส่งสัญญาณ “ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าปกติ” เพื่อสยบเงินเฟ้อให้ได้ เล่นเอาตลาดหุ้นทั่วโลกเทกระจาดแดงเดือดรับวันหยุดต่อเนื่องมาถึงวันจันทร์นี้เลยทีเดียว
นั่นทำให้ตลาดมองว่ามีโอกาสมากขึ้นที่จะเห็น FED ขยับดอกเบี้ยแรง +0.75% ในการประชุมเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้ !!!
การเดินนโยบายการเงินที่มีความเข้มงวดยิ่งขึ้นอย่างการขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรง อาจกดดันให้เศรษฐกิจต้อง “ชะลอตัว” และอาจเข้าสู่ “ภาวะถดถอย” (Recession) ได้ในที่สุด
จึงทำให้บรรยากาศในการลงทุนไม่เอื้อแก่นักลงทุน แต่ในทุกสถานการณ์เองก็จะมีสินทรัพย์ที่ “ได้ประโยชน์” และ “เสียประโยชน์” ด้วยเช่นกัน
เพื่อเป็นตัวช่วยให้แก่นักลงทุน ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้นำมุมมองและกลยุทธ์การจัดพอร์ตมาแบ่งปันให่แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจกันในครั้งนี้
ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ (FED Funds Rate)

ชู “4 สินทรัพย์” แข็งแกร่ง ‘สู้เงินเฟ้อ’…หุ้นขนาดใหญ่-กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน-พันธบัตรกลุ่ม TIPS-สินค้าโภคภัณฑ์
การใช้ยาขมของ FED ในครั้งนี้ ท้ายสุดจะส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวแบบ “Soft Landing” (ค่อยเป็นค่อยไป) หรือ “Hard Landing” (ชะลอตัวรุนแรง) ยังคงต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเมื่อถึงจุดสิ้นสุดของการปรับฐาน จะเป็นโอกาสที่ดีของการลงทุนด้วยเช่นกัน

โดย “อะนะ แพร่พิพัฒน์มงคล” Head of Investment Strategy บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ให้มุมมองว่า ในช่วงที่ “เงินเฟ้อสูง” ควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่ง ผันผวนต่ำ หรือสามารถปรับราคาได้ตามเงินเฟ้อ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนหรือการจัดพอร์ตแนะนำให้ผู้ลงทุนกระจายเม็ดเงินไปยังหลากหลายสินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าสนใจจะมี 4 ประเภท อย่าง “หุ้นที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่” เนื่องจากธุรกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่งและมีแบรนด์ค่อนข้างดี จึงมีอำนาจต่อรองด้านราคาขายหรือสามารถผลักภาระให้แก่ผู้บริโภคได้
ต่อมาเป็น “กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน” ด้วยสภาพคล่องที่ค่อนข้างสูงจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานสามารถปรับเพิ่มรายได้ให้สอดคล้องไปกับตัวเลขเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นได้ จึงทำให้มีการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง

(อะนะ แพร่พิพัฒน์มงคล)
“ถัดมาเป็น ‘ตราสารหนี้’ หรือ ‘บอนด์ในกลุ่ม TIPS’ (พันธบัตรสหรัฐฯ ที่ราคามีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ) ซึ่งจะเป็นพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อเป็นพันธบัตรรัฐบาลประเภทหนึ่งที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ที่จะทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนล้อไปกับตัวเลขเงินเฟ้อและสุดท้ายสินค้า ‘Commodity’ หรือ ‘สินค้าโภคภัณฑ์’ ด้วยแนวโน้มราคาที่ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจึงเป็นโอกาสที่ดีแก่ผู้ลงทุนในการแสวงหาผลตอบแทนในช่วงที่ราคาปรับตัวขึ้นนั่นเอง”
“เงินเฟ้อสูง” จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง...อาจต้อง “ขึ้นดอกเบี้ยสูง” หรือ “ใช้เวลานาน” กว่าจะแก้ปัญหาได้
สำหรับ “เงินเฟ้อสูง” ในรอบนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้นในช่วงปี 2021-2022 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจาก 5 ปัจจัยหลักๆ ประกอบไปด้วย
1) ปัญหาคอขวดจากทางด้านตัวซัพพลายเชน การชะลอตัวของการผลิต ทำให้สินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ
2) พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาซื้อสินค้ามากกว่าออกไปใช้บริการ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 แต่เชื่อว่าจะเป็นผลกระทบแค่ในระยะสั้น
3) นโยบายการคลังและการเงินขนาดใหญ่ที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่นำออกมาช่วยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ในสหรัฐฯ และยุโรปมีตัวเลขมันนี่ซัพพลายในตลาดค่อนข้างสูงและส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งต้องติดตามว่าทางรัฐบาลจะมีมาตรการตึงตัวอย่างไรให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวลงได้เร็วขึ้น
เงินเฟ้อสหรัฐ

4) ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น เป็นปัญหาทางด้านตลาดแรงงานที่เกิดเป็นซัพพลายช็อก ซึ่งมีการขาดแคลนเป็นอย่างมากเมื่อเทียบตัวเลขผู้เข้าสู่ตลาดแรงงานหรือผู้ที่กำลังหางานกับจำนวนประชากรที่ทำงานอยู่มีตัวเลขที่ต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องจับตาดูว่าหากตัวเลขปรับตัวลดลงต่อไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้ตัวเลขเงินเฟ้อกลับมาได้
5) วิกฤติ “สงครามรัสเซีย-ยูเครน” ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบและราคาอาหารแพงขึ้น แม้ปัจจุบันเริ่มมีทิศทางที่จะย่อตัวลงมาแต่มาจากความกังวลของความต้องการที่ลดลงหลังเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรปและโลกเริ่มเกิดภาวะถดถอย ซึ่งยุโรปยังผลกระทบด้านราคาก๊าซธรรมชาติและแป้งสาลีที่ยังสูงที่ยังไม่คลี่คลาย โดยอาจเป็นตัวเร่งเงินเฟ้อได้
“การแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อาจใช้เวลานานพอสมควรหรือจะต้องขึ้นในอัตราที่สูงมาก เงินเฟ้อจึงจะกลับสู่ระดับปกติ อีกทั้งยังมีปัจจัยที่ขับเคลื่อนเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในอนาคต เช่น ปัญหาการผลิตสินค้าเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ, ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และจีน-ไต้หวัน, อำนาจการตั้งราคาสินค้าจากบริษัทขนาดใหญ่ และการเติบโตของธุรกิจพลังงานทดแทนและยานยนต์ไฟฟ้า ที่ทำให้ต้นทุนราคาสินค้ากลุ่มโลหะสูงขึ้น เป็นต้น”
ดังนั้น ในช่วง “เงินเฟ้อสูง” เช่นนี้ จึงควรลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความแข็งแกร่ง ผันผวนต่ำ หรือสามารถปรับราคาได้ตามเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ซึ่งมีสินทรัพย์ 4 ประเภทที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นขนาดใหญ่, กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน, พันธบัตรกลุ่ม TIPS (พันธบัตรสหรัฐฯ ที่ราคามีความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อ) และสินค้าโภคภัณฑ์ นั่นเอง
