“กองหุ้นเวียดนาม” เขียวยกแผง-โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 1.62 – 6.33%... แนะ “ดูไส้ใน” ก่อนลงทุน คาด “ความผันผวน” ยังมี-แต่ลดลงกว่าปีก่อน !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องผลงาน “กองหุ้นเวียดนาม” อีกหนึ่งประเทศที่นักลงทุนไทยสนใจไปลงทุนกันอย่างมาก รวมถึงกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และรายย่อยที่ขนเงินไปลงทุนเองโดยตรงด้วยเช่นกัน และถูกขนานนามว่าเป็น “ตลาดปราบเซียน” กันเลยทีเดียว
ในปีที่ผ่านมา “หุ้นเวียดนาม” เป็นอีกตลาดที่ดิ่งหนักของโลกติดลบไป -32.22% และเข้าปีกระต่ายมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 23 ก.พ. 23) ก็ยังไม่ไปไหนไกลบวกเล็กน้อย +0.35% ที่ระดับดัชนี VN30 1,050.95 จุด
นั่นไม่น่าแปลกใจว่าในปีที่ผ่านมา “กองหุ้นเวียดนาม” เองก็อ่วมไปตามๆ กัน แดงเดือดทั้งกระดานผลตอบแทนเฉลี่ย -32.85% เล่นเอานักลงทุนผวาไปตามๆ กัน และตั้งแต่ต้นปีมาดูบรรยากาศจะดีขึ้นบ้างหลังทั้ง 41 กองหุ้นเวียดนามยกขบวนตบเท้าโชว์ผลงานเขียวขจีเป็น “บวกกันถ้วนหน้า” ตั้งแต่ 1.62 – 6.33% เกาะกลุ่มกันมาติดๆ
ในแง่พื้นฐานเศรษฐกิจคงไม่มีใครสงสัย แต่ตลาดนี้เป็น “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) ที่มีความผันผวนเป็นบุคลลิกปกติ ที่บ้างจังหวะก็ทำให้นักลงทุนต้อง “ร้องขอชีวิต” กันเลยทีเดียว !!!
แต่ถ้ารับความผันผวนระยะสั้น มีเงินเย็นที่จัดสรรไว้อย่างดีแล้วมีระยะเวลาการลงทุนระยะยาว ที่สำคัญ “รับความเสี่ยงได้สูง” นี่เป็นอีกตลาดที่ไม่ควรละเลย
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย

“DAOL-VIETGROWTH” แชมป์กองหุ้นเวียดนาม...โชว์ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี +6.33%
บุคลิกที่ “หุ้นเวียดนาม” เหมือนไทยในอดีต คือ มีสัดส่วน “นักลงทุนรายย่อย” ค่อนข้างมากกว่า 80% ตลาดจึงผันผวนตามสไตล์ “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อข่าวคราวต่างๆ ค่อนข้างมาก เห็นตลาดมาดีๆ พอปิดตลาดร่วงหนักๆ จากข่าวก็มีให้เห็นบ่อย ที่สำคัญยังมีอัตราการใช้ “Margin Loan” ที่ค่อนข้างสูง ช่วยเพิ่มแรงเหวี่ยงให้กับตลาดทั้งในช่วงขาขึ้นและขาลงได้เป็นอย่างดี
“ที่สำคัญยังมีการกำหนด ‘สัดส่วนการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ (Foreign Ownership Limit : FOL)’ เอาไว้ด้วย แม้รัฐจะมีนโยบายทยอยปลดล็อกให้ตามลำดับก็ตาม หุ้นดี มีสภาพคล่อง อาจมีจำกัด ซึ่งเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ เมื่อเจอกับ FOL เข้าไปก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติอาจต้องเข้าซื้อหุ้นที่ ‘ราคาพรีเมี่ยม’ (Premium) คือต้องซื้อหุ้นที่สูงกว่าราคาตลาดเฉลี่ย 3-25% ซึ่งทำให้ต้องรับรู้ผลขาดทุนในทันที ณ วันที่ลงทุน (แต่ลงทุนเพื่ออนาคตระยะยาวไง) และในช่วงที่หุ้นเวียดนามดิ่งลงหนักๆ นั้น ก็มาพร้อมกลับโอกาส Premium ที่เคยมีในหุ้นบางตัวก็หายไป สำหรับนักลงทุนที่มองสวนก็ใช้เป็นจังหวะในการทยอยเข้าลงทุนในหุ้นดี ที่ราคาตกลงมามากนี้ด้วยเช่นกัน”

ปัจจุบัน “กองหุ้นเวียดนาม” มีอยู่ 41 กอง มีทั้งที่ไปลงทุนตรงในหุ้นเวียดนามเอง มีทั้งไปลงทุนผ่านกองทุนหลักในต่างประเทศ (Feeder Fund) มีทั้งไปในรูปแบบของ Fund of Funds ที่ไปลงทุนในกองทุนหลายกองทุน รวมถึงที่ผสมระหว่างการลงทุนเองบางส่วนและลงทุนผ่านกองทุนบางส่วน ถือเป็นรูปแบบหลักๆ ที่มีให้เลือกหาในปัจจุบัน นักลงทุนก็ต้องตามไปดู “ไส้ใน” ของแต่ละกองด้วยเช่นกัน
“โดยตั้งแต่ต้นปี Top5 “กองหุ้นเวียดนาม” ที่มีผลงานดีสุด (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนที่แยกย่อยจากกองทุนหลักเดียวกัน) นั้น นำมาโดยอันดับ1) DAOL-VIETGROWTH +6.33%, 2) TVIETNAM +5.93%, 3) LHVN-A +4.49%, 4) ONE-VIETNAM-RA +4.45% และ 5) UVO +4.27% ตามลำดับ”
คาด “หุ้นเวียดนาม” ความผันผวนยังมีแต่แนวโน้มลดลง...จับตาการแก้ไข “ตลาดหุ้นกู้” มีผลต่อ “ตลาดหุ้น”
ในปีที่ผ่านมา “หุ้นเวียดนาม” เป็นอีกตลาดที่ปรับตัวลงรุนแรงตลาดหนึ่งของโลกกว่า -32% โดยเริ่มปรับลงตั้งแต่ช่วงมี.ค.-เม.ย. 22 เพราะมีเรื่องปั่นหุ้น ทำให้นักลงทุนรายย่อยขาดความเชื่อมั่น Sentiment ในตลาดแย่ลงมาก รวมถึงปัญหาหุ้นกู้ที่เกิดขึ้นด้วย
โดย “ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนตราสารทุน) บลจ.กสิกรไทย บอกว่า “ตลาดหุ้นกู้ของเวียดนาม” ในภาพรวมนั้น มีผู้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ ‘อสังหาริมทรัพย์’ และ ‘ธนาคารพาณิชย์’ โดยมีสัดส่วน Bond Outstanding ประมาณ 42.9% และ 31.6% ของตลาด ตามลำดับ คิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% ของตลาดหุ้นกู้เลยทีเดียว ซึ่งหากไปดู “โครงสร้างของดัชนีหุ้นเวียดนาม” เองนั้น พบว่า 2 กลุ่มหลัก ไม่ต่างกับฝั่งของตราสารหนี้ ประกอบด้วย ‘สถาบันการเงิน’ 36.9% และ ‘อสังหาริมทรัพย์’ 19.6% ตามลำดับ ทำให้ 2 อุตสาหกรรมนี้ มีความสำคัญต่อตลาดหุ้นและ Sentiment ในตลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อเกิดข่าวคราวเชิงลบในตลาดหุ้นกู้ขึ้นมา

(ธิดาศิริ ศรีสมิต)
“ปัจจัยที่ต้องจับตา คือ หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดชำระส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มอสังหาฯ และสถาบันการเงินนั้น หากสามารถชำระหนี้ได้ตามปกติ สถานการณ์ต่างๆ จะกลับมาดีขึ้น Regulator สามารถออกมาตรการเพื่อแก้ปัญหา Credit Crunch ในส่วนของสินเชื่อและเงินกู้ได้ และคาดว่าทางการเวียดนามจะออกมาตรการเพื่อเรียกความเชื่อมั่น เพราะต้องการยกระดับจากการเป็น ‘Frontier Market’ เป็น ‘Emerging Market’ ให้ได้ ในส่วนของอัตราการใช้ Margin Loan ของนักลงทุนรายย่อยมีการลดลงอย่างมากตั้งแต่ตลาดปรับลดลงมาต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมี.ค. จากที่อยู่ระดับ 180 ล้านล้านดอง ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 120 ล้านล้านดองแล้ว ประกอบกับหุ้นเวียดนามในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำแล้ว โอกาสจะเกิดความผันผวนจาก Margin Loan จึงน่าจะลดลง”

“หุ้นเวียดนาม” มูลค่าถูกน่าสนใจ...อัพไซด์ยังมี-มองเป้าดัชนีสิ้นปี 1,200 จุด
หากย้อนมาดูพื้นฐานทางเศรษฐกิจของเวียดนามเองยังคงแข็งแกร่ง คาดว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะโต 6.5% และปีหน้าโตอีก 7.0% อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นมาอยู่ที่ 4.89% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ดูแลได้ไม่น่าห่วงอะไร แต่คงต้องจับตาดูภาคส่งออกเช่นกันหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงจะส่งผลกระทบมากน้อยแค่ไหน
“ปัจจุบัน ‘หุ้นเวียดนาม’ มีมูลค่าค่อนข้างถูก ในขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนยังโต 12% เรามองเป้าดัชนีหุ้นเวียดนามสิ้นปีที่ระดับ 1,200 จุด และที่ดัชนีระดับ 1,000 จุด น่าจะรับอยู่สำหรับปีนี้ จึงทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจและยังน่าสนใจกว่าตลาดหุ้นไทยโดยเปรียบเทียบอีกด้วย ที่สำคัญหากตลาดหุ้นเวียดนามได้อัพเกรดขึ้นเป็นตลาด ‘Emerging Market’ เมื่อไร จะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันทั่วโลกที่ลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ที่จะต้องจัดสรรเงินลงทุนเข้ามาในตลาดหุ้นเวียดนามอีกเป็นจำนวนมากอีกด้วย”
อย่างไรก็ตาม “หุ้นเวียดนาม” ถ้ามองถึงโอกาส...คงต้องเป็นโอกาสการลงทุนระยะยาวเป็นสำคัญ และอาจเป็นตลาดที่ไม่เหมาะกับทุกคน ต้องเป็นคนที่ “หัวใจแข็งแกร่ง” สามารถรับความเสี่ยงได้สูงและมองในแง่ของโอกาสในการ “กระจายการลงทุน” มากกว่าจะหวังเก็งกำไรในระยะสั้นด้วย
