ชี้เป็นปีที่ดีของ “ตราสารหนี้” ส่วนหุ้นต้อง 3 ธีมเด่น “จีน-แบรนด์เนม-พลังงานสะอาด”... พร้อมชู “หุ้นเทคฯ” รับดอกเบี้ยกลับทิศ – มั่นใจ “สหรัฐไม่ Recession” !!!
fun of Funds: สำหรับ “บลจ.กรุงศรี” เป้าหมายในอุตสาหกรรมที่วางไว้ชัดเจนมาต่อเนื่อง นั่นคือ การอยู่ใน “Top5” ในอุตสาหกรรมกองทุน
ให้ลิ้งค์ไปกับภาพของ “ธ.กรุงศรีอยุธยา” แบงก์แม่ในอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็น “อันดับ5” ของกลุ่มแบงก์เช่นเดียวกัน
ณ สิ้นปี22 “บลจ.กรุงศรี” มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหารรวม (AUM) กว่า 5.6 แสนล้านบาท ใหญ่เป็น “อันดับ6” ในธุรกิจกองทุน และเป้าหมายสิ้นปี23 นี้จะโตทะยานขึ้นไปแตะระดับ 6.0 แสนล้านบาท ผ่านการเปิดเกมรุกในทุกธุรกิจทั้งกองทุนรวม, กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกความต้องการ เน้น “ขยายฐานลูกค้าใหม่” ควบคู่กับ “การพัฒนาระบบออนไลน์” เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
ก้าวย่างทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.กรุงศรี” ในปีนี้จะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“ชัดเจนเป้าหมายต้อง Top5...พร้อมดัน AUM สิ้นปีนี้แตะ 6 แสนล้านบาท”
เป้าหมาย “Top5” ถือว่าท้าทายในท่ามกลางการแข่งขันที่มีผู้เล่นรายใหญ่เข้ามามากขึ้น แต่ก็ยังมั่นใจว่า “สามารถทำได้” ด้วยจุดแข็งของความเป็น “บลจ.กรุงศรี” เอง
โดย “สุภาพร ลีนะบรรจง” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี บอกถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 23 ว่า บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ขึ้นไปแตะระดับ 6 แสนล้านบาท พร้อมสานต่อแผนธุรกิจซึ่งขับเคลื่อนภายใต้ “One Retail” ซึ่งเป็นการผสานความร่วมมือระหว่าง “บริษัทในกลุ่มกรุงศรี” ที่มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ลงทุน ให้ความสำคัญกับการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ในวงกว้าง พร้อมเพิ่มตัวแทนจำหน่ายและการหาช่องทางการขายใหม่ๆที่มีศักยภาพ รวมทั้งการพัฒนาบริการในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้การลงทุนเป็นเรื่องง่ายและมอบประสบการณ์การลงทุนที่ดีให้กับลูกค้า

(สุภาพร ลีนะบรรจง)
“ในปี23 บริษัทได้เปิดเสนอขาย ‘กองทุนเปิดกรุงศรี The One’ (KF1MILD, KF1MEAN, KF1MAX) ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นกองทุนที่โดดเด่นด้วยการผสานจุดแข็งของกลุ่มกรุงศรีและพันธมิตรด้านการลงทุน เพื่อเป็นทางเลือกที่ตอบทุกเป้าหมายผลตอบแทนจากการคัดสรรกองทุนเด่นเข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนของกรุงศรี The One เหมาะสำหรับการถือเป็นพอร์ตการลงทุนหลัก และจะมีการเสนอขายกองทุนใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจและเหมาะกับสภาวะตลาดเพิ่มเติม”
ในส่วนของการให้บริการ บริษัทมีแผนการพัฒนาระบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมให้กับผู้ลงทุน เช่น การจองงานสัมมนาผ่านระบบออนไลน์ การเปิดบัญชีออนไลน์สำหรับลูกค้า IP การขายกองทุน RMFผ่านช่องทางออนไลน์ การผูกบัตรเครดิตและซื้อกองทุนแบบ real time รวมทั้งเพิ่มช่องทางในการชำระเงินร่วมกับพันธมิตร เป็นต้น
เปิดโผ “กองทุนเด่น” ปี23 จาก “บลจ.กรุงศรี”...พร้อมจับมือ “บริษัทในกลุ่มกรุงศรี” รุกธุรกิจตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม
สำหรับ “กองทุนรวม” นั้น ถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทปัจจุบันก็อยู่ “อันดับ5” ของอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ในส่วนของธุรกิจ “กองทุนส่วนบุคคล” และ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ก็จะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประสบการณ์และลูกค้าบริษัทญี่ปุ่นที่ทางแบงก์แม่มีความสัมพันธ์อยู่เพื่อเข้าไปนำเสนอบริการของเราให้อย่างต่อเนื่อง
“ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของการลงทุนในตราสารหนี้ ที่ผลตอบแทนดีกว่าในปีที่ผ่านมา กลุ่ม ‘Term Fund’ ในประเทศเองก็ยังนำเสนอออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยกองตราสารหนี้ที่เราแนะนำในปีนี้ ได้แก่ KFSPLUS, KFSMART, KFAFIX-A และสำหรับใครที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่าตราสารหนี้ในประเทศก็มี KF-CSINCOM ให้เลือกลงทุนกัน”
ส่วนกองหุ้นไทยนั้น แนะนำ KFDYNAMIC ที่เน้นลงทุนในกลุ่มหุ้นเติบโตซึ่งมีผลงานที่โดดเด่น พร้อมกันนี้ได้ปรับกลยุทธ์การลงทุนในกลุ่ม “กองหุ้นปันผล” ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นทั้งการมองหาหุ้นที่น่าสนใจและมีโอกาสทำผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่อัตราปันผลอาจจะไม่สูงมากเข้ามาผสมในพอร์ต ตลอดจนการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับภาวะตลาดเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้กองหุ้นปันผลของบริษัทกลับมามีผลงานที่ดีขึ้น
“ด้านกองหุ้นต่างประเทศ แนะนำ KFACHINA ที่ลงทุนในหุ้น A-Share ที่จะได้รับประโยชน์จากการที่จีนกลับมาเปิดประเทศ นอกจากนี้ก็เป็นกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ได้แก่ KFGTECH และ KFHTECH จากทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐที่ใกล้จะจบลงแล้วและมีโอกาสจะปรับลงในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีค่อนข้างชัดเจน”

“ในปี22 ที่ผ่านมา กองทุนภายใต้การบริหารของบริษัทก็สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้หลายกองทั้งในส่วนของกองตราสารหนี้ (KFSPLUS, KFENFIX), กองหุ้นไทย (KFTHAISM, KFDNMRMF, KFLTFDNM-D) และกองทุนต่างประเทศ (KF-LATAM, KF-INDIA) นอกจากนี้บริษัทยังได้รับรางวัลจากสถาบันชั้นนำระดับสากล จำนวนรวมทั้งสิ้น 12 รางวัล สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศักยภาพและความเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการกองทุนของบริษัทได้เป็นอย่างดี”
“วิกฤติแบงก์” จะไม่ลามเป็น “วิกฤติโลก”...ชี้โอกาสการลงทุนทั้ง “หุ้น-ตราสารหนี้”
ส่วน “วิกฤติแบงก์” ที่เกิดขึ้นทั้งฝั่งสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้ทางการต้องเข้ามาช่วยเหลือและมั่นใจว่าจะไม่ลุกลามจนกลายเป็น “วิกฤติการเงินโลก” แต่ประการใด ในส่วนของเศรษฐกิจ “สหรัฐ” เองก็ไม่น่าจะเกิดเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ขึ้นเช่นกันเพียงแต่เติบโตชะลอตัวลงเท่านั้น
โดย “ศิระ คล่องวิชา” ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มการลงทุน บลจ.กรุงศรี มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีแนวโน้มเติบโตในอัตราที่ชะลอลงเนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และภาคธนาคารมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะยังคงตัวอยู่ในระดับสูงไปอีกระยะหนึ่งและมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลังจากผลของฐานสูงในปีที่แล้ว ความเชื่อมั่นต่อการแก้ไขปัญหาระบบแบงก์ในสหรัฐและยุโรป กลับมาแล้วราว 80 % จากธนาคารกลางประเทศต่างๆ หารือและประสานให้ความช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว ไม่ซ้ำรอยสมัยวิกฤติเลห์แมน บราเธอร์ส แม้ว่าหลังจากนี้อาจมีแบงก์เล็กๆ เริ่มมีปัญหาตามมา แต่ยังเชื่อมั่นว่าจะคุมสถานการณ์ได้

(ศิระ คล่องวิชา)
“นอกจากนี้ยังมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นต่อ ‘ตราสารหนี้ต่างประเทศ’ โดย ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ (FED) เข้าใกล้การยุติการขึ้นดอกเบี้ยซึ่งคาดว่าตัวเลขเป้าหมายจะอยู่ที่ 5.00-5.25% ก่อนที่จะทรงตัวไปตลอดทั้งปีและอาจจะกลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า (2024) ซึ่งหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง จะช่วยหนุนผลตอบแทนของตราสารหนี้ให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ โดยผลตอบแทนของตราสารหนี้ต่างประเทศ ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับน่าดึงดูดใจ (ณ สิ้นเดือนก.พ. 2023 US Investment grade corporate bond index ให้ Yield to maturity อยู่ที่ราว 5.45% ต่อปี)”
ส่วน “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ปีนี้ยังคงมีความผันผวนของผลตอบแทนในช่วงดอกเบี้ยไทยเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับขอบบนของเงินเฟ้อเป้าหมายที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 3.00% คาดว่าทาง ‘คณะกรรมการนโยบายการเงิน’ (กนง.) จะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไป อีก 1-2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% จากปัจจุบันที่ระดับ 1.75% ขึ้นกับภาพรวมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทย ทั้งนี้ กองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชนจะช่วยลดความผันผวนของตลาดได้ และการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านอายุคงเหลือเฉลี่ยกองทุนเชิงรุกจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างอัตราผลตอบแทนส่วนเพิ่มในกับกองทุนได้จากความผันผวนของตลาดตลอดทั้งปี
“หุ้นไทย” ไตรมาส2 แนวโน้มดีรับเลือกตั้ง...มองกรอบทั้งปีไว้ 1,520 – 1,750 จุด
ด้าน “เศรษฐกิจไทย” มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่คาดจากการฟื้นตัวของการบริโภคภายในประเทศ การท่องเที่ยว ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นตามภาคการผลิตที่ปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน ส่วนการลงทุน “หุ้นไทย” ในระยะสั้นจะยังคงมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอกประเทศ จนกว่านักลงทุนจะคลายความกังวลต่อวิกฤติการเงินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ส่วนในระยะกลางและระยะยาวตลาดหุ้นไทยจะตอบรับปัจจัยพื้นฐานที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ได้รับประโยชน์ตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการเลือกตั้งทั่วไป
“สำหรับแนวโน้มของดัชนี SET Index ยังคงขึ้นอยู่กับบรรยากาศการลงทุนโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าปัญหาของภาคธนาคารในประเทศตะวันตกจะไม่ส่งผลต่อเสถียรภาพสถาบันการเงินไทยก็ตาม โดยมองหุ้นไทยในไตรมาสที่2 ในเชิงบวกจากปัจจัยในประเทศการเลือกตั้ง การกลับมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน ตลอดจนผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่1 ที่น่าจะออกมาดีขึ้น รวมถึงนักลงทุนเริ่มคลายกังวลต่อปัญหาวิกฤติแบงก์ที่เกิดขึ้นด้วย โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีอยู่ระหว่าง 1,520 – 1,750 จุด”

ชู 4 ธีมหุ้นเด่นลุยต่างประเทศ “จีน-แบรนด์เนม-พลังงานสะอาด-เทคโนโลยี”
ธีมการลงทุนที่น่าสนใจในปี23 ได้แก่ การลงทุนใน “หุ้นจีน” เนื่องจากเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่ง และตลาดหุ้นจีนมักไม่เคลื่อนไหวไปตามการปรับตัวของตลาดหุ้นอื่นๆ และการลงทุนใน “หุ้นคุณภาพสูงที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง” เนื่องจากมีแนวโน้มการเติบโตของรายได้และกำไรที่สมํ่าเสมอ ซึ่งมีความเหมาะสมในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนสูง รวมทั้งการลงทุนใน “กลุ่มพลังงานสะอาด” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐทั่วโลก
“นอกจากนี้ นโยบายการเงินที่กลับทิศ (Policy U-turn) ซึ่งรวมถึงการหยุดขึ้นดอกเบี้ยและความน่าจะเป็นที่สูงขึ้นในการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีแนวโน้มส่งผลให้ ‘หุ้นเติบโต’ และ ‘หุ้นเทคโนโลยี’ กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง หลังจากที่เผชิญแรงกดดันจากอัตราคิดลด (Discount rate) และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในปีที่ผ่านมา จนปรับตัวลดลงมาซื้อขายในระดับไม่แพง”
สำหรับนักลงทุนที่รับเสี่ยงได้ในระดับปานกลาง ควรแบ่งสัดส่วนพอร์ตลงทุน เป็น “หุ้น” 50% “ตราสารหนี้และเงินสด” 50% ในพอร์ตหุ้นควรสัดส่วนเป็นหุ้นไทย 40% เน้นกลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวและเลือกตั้ง ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก และสื่อสาร ขณะที่สัดส่วนอีก 60% เป็นหุ้นต่างประเทศ สามารถทยอยเข้าสะสมในหุ้นจีน กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี และพลังงานหมุนเวียน อย่างน้อยสัดส่วน 10% รวมถึงกระจายการลงทุนหุ้นทั่วโลก ที่มีแบรนด์เติบโตแข็งแกร่ง
ผ่านกันไปแล้วกับมุมมองธุรกิจและการลงทุนของ “บลจ.กรุงศรี” ที่ยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำเสนอโพรดักท์และบริการที่ดีผ่านทุกเครือข่ายของ “กลุ่มบริษัทกรุงศรี” ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม และหนึ่งในเป้าหมายที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและชัดเจน คือ การขยับสู่ “Top5” ในอุตสาหกรรมกองทุนนั่นเอง
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
