พร้อมนำ “บริการระดับโลก” ตอบโจทย์นักลงทุนไทย... ชู “3 กลยุทธ์เด่น” น่าสนใจปีนี้ “หุ้นจีน-หุ้นปันผลทั่วโลก-หุ้นไทย” !!!
Fun of Funds: สำหรับ “บลจ.อเบอร์ดีน” เป็นบลจ.ต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจกองทุนในไทยตั้งแต่ปี2001 หรือกว่า 22 ปีมาแล้ว
และยังพร้อมจะรุก “ธุรกิจกองทุน” ในไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเป็น “บลจ.ระดับโลก” ที่มีกระบวนการลงทุนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกที่นำมาใช้ในไทย
โดยจากนี้ไปเรื่องของธีม “ESG” จะเป็นธีมหลักในมิติของการทำธุรกิจ รวมถึงมิติของการลงทุนด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็น DNA ของ “บลจ.อเบอร์ดีน” อยู่แล้ว
ก้าวย่างจากนี้ไปตลอดจนมุมมองการลงทุนจะเป็นเช่นไรนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
“ESG” อยู่ใน DNA การลงทุนของบริษัท”...มั่นใจธีม “ESG” เพิ่งเริ่มต้นเทรนด์
โดย “David Hanzl” Head of Wholesale APAC, abrdn plc มองว่า “บลจ.อเบอร์ดีน” ทำธุรกิจในไทยมา 22 ปีแล้ว ให้บริการครบทั้งกองทุนรวม กองทุนส่วนบุคคล และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อให้คนไทยได้รับบริการระดับโลกจาก “Global Asset Management” อย่างเราทั้งในแง่ของโพรดักต์และคำแนะนำด้านการลงทุน เราผลิตกองทุน บริหารกองทุน และนำเสนอกองทุนให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นจุดที่ “แตกต่าง” จากบลจ.อื่นๆ ในไทย ที่สำคัญได้ยึด “ความต้องการของลูกค้า” เป็นหลักว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วค่อยไปดูว่าเรามีอะไรที่จะมาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้บ้าง มีการนำเสนอ Solution มาตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่างกันออกไป
ในส่วนของ “กองทุนส่วนบุคคล” เราบริหารพอร์ตด้วยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพที่ดูแลการลงทุนให้ตลอดเวลา ออกแบบพอร์ตตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะราย เริ่มต้นขั้นต่ำ 30 ล้านบาท

(David Hanzl)
“การลงทุนอย่างยั่งยืนหรือธีม ESG นั้น จะเป็นกระแสหลักของโลกดังจะเห็นได้จากความตื่นตัวของรัฐบาลประเทศต่างๆ ในการผลักดันเรื่องการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon รวมทั้งประเทศไทยเองก็เช่นกัน นี่เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นของธีม ESG เท่านั้น คล้ายกับธีมหุ้น Digital ในอดีตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี1990 ใช้เวลา 20-30 ปี จึงเห็นผลลัพธ์เช่นในปัจจุบัน ธีม ESG ก็เช่นเดียวกันและจะมีโมเมนตั้มต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปี”
สำหรับ “บลจ.อเบอร์ดีน” มีเรื่องของ ESG อยู่ใน DNA ของเราทั้งในแง่ของการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนกระบวนการลงทุน เรา “แตกต่าง” จากที่อื่น มีการนำ ESG มาใช้ในกระบวนการลงทุนตั้งแต่แรก มี ESG Analyst นั่งในทีมผู้จัดการกองทุนเลย มีการทำ ESG Scoring ใช้เอง
แนะ “กระจายลงทุน” ทั้งในและต่างประเทศ...ผ่าน “3 กลยุทธ์เด่น” ที่น่าสนใจ (หุ้นจีน-หุ้นปันผลทั่วโลก-หุ้นไทย)
ส่วนแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) น่าจะสิ้นสุดในการขึ้นครั้งถัดไปอีก 1 ครั้ง และน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับนี้ไปจนถึงปีหน้า ทำให้ “ตราสารหนี้” เป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วงนี้ แต่เบื้องต้นจะเลือกลงทุนในตราสารหนี้ในกลุ่ม “Investment Grade” ก่อน ขณะที่การลงทุนใน “หุ้น” บริษัทแนะนำการลงทุนตลาดหุ้นจีน เอเชีย และตลาดเกิดใหม่ โดยประเทศน่าสนใจเป็นพิเศษคือ “จีน” เนื่องจากการบริโภคกำลังฟื้นตัวจากการเปิดประเทศหลัง COVID-19 รวมถึงการที่จีนไม่ต้องเผชิญกับปัญหาเงินเฟ้อ และการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยให้เศรษฐกิจจีนปีนี้เติบโตในอัตราที่สูง
“หุ้นจีนน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในปีนี้เพราะไม่มีปัญหาเงินเฟ้อเหมือนสหรัฐและยุโรป โดยหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ Healthcare เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ที่การที่ชนชั้นกลางมีรายได้มากขึ้นก็พร้อมจับจ่ายใช้สอบมากขึ้น เลือกสินค้าบริการที่ดีขึ้น รวมถึงการให้ความสำคัญในการคัดหุ้นคุณภาพที่มี ESG จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในอนาคต”

อีกประเทศที่น่าสนใจ ได้แก่ “อินเดีย” ซึ่งประชากรอายุน้อยอยู่ในวัยแรงงาน มีการบริโภคภายในประเทศดับสูงคล้ายกับจีน ที่สำคัญความเป็นชุมชนเมืองของอินเดียมีสัดส่วนแค่ 30% เท่านั้น ในขณะที่จีน 50% และสหรัฐมากกว่า 50% ดังนั้นมีโอกาสที่จะโตได้อีกมากในการพัฒนาและลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจคล้ายกับจีน ได้แก่ การบริโภคในประเทศ เป็นต้น
“แนวทางการลงทุนของบริษัทในปีนี้แนะนำให้นักลงทุนคำนึงถึง 3 ด้านด้วยกัน ประกอบด้วย 1) การกระจายการลงทุน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวเพราะไม่มีสินทรัพย์ไหนที่จะดีในทุกภาวะตลาด ซึ่งควรมีการแบ่งการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือกด้วย เช่น อสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐาน 2) การบริหารความเสี่ยงให้ตรงกับความต้องการและควรคัดเลือกหุ้นคุณค่าต่อการลงทุน และ 3) การเลือกลงทุนในตลาดเอเชีย ตลาดเกิดใหม่และประเทศจีน ซึ่งน่าจะได้รับอานิสงส์ที่ดีจากการเปิดประเทศ งบดุลที่แกร่งของบริษัทจดทะเบียนที่จะส่งผลดีต่อการลงทุน”
ส่วนการลงทุนในไทยปีนี้แนะนำ “กระจายการลงทุน” ทั้งในและต่างประเทศ กับ 3 กลยุทธ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) “หุ้นจีน” รับอานิสงส์เปิดประเทศ เศรษฐกิจโตต่อเนื่อง, Valuation ยังถูก และอัตรากำไรต่อหุ้นยังเติบโตสูง กองทุนแนะนำ ABCG และ ABCNEXT ทั้งนี้บริษัทเตรียมเปิดกองทุนใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสการงทุนในประเทศจีน ซึ่งน่าจะสามารถเปิดขายได้ในช่วงเดือนมิถุนายนนี้เพิ่มเติมอีกกองด้วย 2) รับตลาดผันผวนด้วย “หุ้นปันผลสม่ำเสมอ” แนะนำกอง ABGDD และ 3) โตไปพร้อม “หุ้นไทยขนาดกลาง-เล็ก” จากเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าปีนี้จะโต 3.6% แนะนำกอง ABSM
ทิศทางการขับเคลื่อนธุรกิจและการลงทุนของ “บลจ.อเบอร์ดีน” ทั่วโลกจะเดินไปในธีม ESG อย่างชัดเจน เพราะนี่อยู่ใน DNA ของบริษัทอยู่แล้ว และมองเป็นโอกาสการลงทุนในระยะยาวจากธีม ESG ด้วยเช่นกัน เพราะเชื่อว่านี่อยู่ในช่วงเริ่มต้นเทรนด์เท่านั้นเอง
