ชู 4 ธีม รับมือศก.โลกชะลอ-ตลาดผันผวน... ส่วน “หุ้นไทย” ฟื้นรับชัดเจนการเมือง ให้เป้าสิ้นปี 1,620 จุด !!!
Fun of Funds: วันนี้จะพามาอัพเดทความเคลื่อนไหวล่าสุดของ “บลจ.อีสท์สปริง” กันบ้าง สิ้นปีที่ผ่านมามีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 3.6 แสนล้านบาท ครอง “อันดับ6” ในธุรกิจกองทุนรวม
ด้วยการวางกลยุทธ์สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จากการผสานจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและมุมมองเชิงลึกในตลาดการลงทุนไทย พร้อมด้วยความเชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก
สร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์กับนักลงทุนทุกกลุ่ม เชื่อมั่นว่าจะสร้างความเชื่อมั่นและมั่นใจให้กับลูกค้า และผลักดันให้ธุรกิจของบริษัทเติบโตไปสู่เป้าหมายที่เคยตั้งไว้นั่นคือ เข้าสู่ทำเนียบ “Top5” ในธุรกิจกองทุนไทยนั่นเอง
ทิศทางธุรกิจและมุมมองการลงทุนของ “บลจ.อีสท์สปริง” จะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“บลจ.อีสท์สปริง” ความเชื่อมั่น-ความเชื่อถือของลูกค้า...สำคัญสุด
ถ้าโฟกัสมาที่ “ธุรกิจกองทุนรวม” นั้น สิ้นปี22 “บลจ.อีสท์สปริง” มี AUM 3.3 แสนล้านบาท ครองส่วนแบ่ง 6.87% เป็น “อันดับ6” และการจะเลื่อนชั่นขึ้นไปอยู่ในทำเนียบ “Top5” ในส่วนนี้ก็มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน
โดย “ดารบุษป์ ปภาพจน์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.อีสท์สปริง ยอมรับว่า ในขณะที่เราเติบโต บลจ.อื่นๆ ก็คงโตเช่นกันนั่นคือความท้าทาย อย่างไรในส่วนของธุรกิจกองทุนรวมเองนั้น คาดว่าภายในปีหน้ากระบวนการควบรวมกองทุนของ 2 บลจ.ที่มีนโยบายเหมือนกันจะเสร็จเรียบร้อยสมบูรณ์ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการบริหารจัดการ การประหยัดต่อขนาด เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ผสานจุดแข็งที่แตกต่างของทั้ง “บลจ.ทหารไทย” ที่เป็นสไตล์ Passive และ “บลจ.ธนชาต” ที่เป็นสไตล์ Active ก็เชื่อว่าจะทำให้ “บลจ.อีสท์สปริง” เหมือน “เสือติดปีก” และพร้อมที่จะทยานไปข้างหน้าได้ดียิ่งขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น

(ดารบุษป์ ปภาพจน์)
“แต่เรื่องที่สำคัญกว่าเรื่องขนาดของ AUM ก็คือ ‘ความเชื่อมั่น’ และ ‘ความเชื่อถือ’ ของลูกค้า ดังนั้นเราจึงอยากเป็นบลจ.ที่ลูกค้า ‘เชื่อมั่นที่สุด เชื่อถือที่สุด’ นั่นสำคัญที่สุดสำหรับเรา ถ้าทำได้เรื่อง AUM จะตามมาเอง ปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตในทุกธุรกิจ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นและตอบรับดี ตั้งเป้า AUM สิ้นปีนี้แตะ 3.8 แสนล้านบาท”
จุดแข็ง “เชี่ยวชาญลงทุนระดับโลก” ทำคว้าแชมป์ส่วนแบ่ง “อันดับ1” กอง FIF-ตราสารหนี้ และ “อันดับ2” กอง FIF…ลั่นเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน
สิ่งที่โดดเด่น คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญในเอเชียที่มีมุมมองการลงทุนระดับโลก (Asia Expert with Global Access) ด้วยจุดแข็งของทีมงานด้านการลงทุนของ “บลจ.อีสท์สปริง” ที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 15 ปี ผสานกับเครือข่ายระดับสากลของ Eastspring Investments ประเทศสิงคโปร์ ช่วยตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการลงทุน โดยเฉพาะการสร้างโอกาสในการลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Funds หรือ FIFs) ส่งผลให้บริษัทครอง “อันดับ 1” ในกลุ่มกองทุนรวม FIF ประเภทตราสารหนี้ มีส่วนแบ่งการตลาด 28% ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และครอง “อันดับ 2” กลุ่มกอง FIF ของอุตสาหกรรม ที่ 17% ด้วยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ 1.18 แสนล้านบาท (ที่มา: AIMC, ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 22) อีกด้วย
“การเติบโตที่มองไว้จากนี้ คงไม่ใช่โตก้าวกระโดด แบบที่สิ่งที่เคยหายไปจะต้องได้กลับมาโดยเร็วในลักษณะนั้น แต่เน้นการเติบโตบนคุณภาพที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้า ในการแนะนำให้ ‘จัดสรรเงินลงทุน’ (Asset Allocation) กระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสมนั้น คงไม่ได้ทำให้การเติบโตของ AUM เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดแต่ประการใด แต่เน้นโตแบบยั่งยืนในระยะยาวในลักษณะนั้นมากกว่า สิ่งที่เราเคยสูญเสียไปก่อนหน้าเชื่อว่าจะกลับมาและกระจายอยู่ในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ผ่านกองทุนของเรานั่นเอง”

วาง 3 กลยุทธ์สร้างการเติบโตที่แข็งแกร่ง...พร้อมตอกย้ำความเป็น “ผู้นำด้าน PVD” ที่เหนือกว่าคู่แข่ง
สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์อีสท์สปริงเป็นที่ยอมรับจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น มี 3 แนวทาง คือ 1) มุ่งเน้นการสร้างทางเลือก พร้อมกับนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีให้กับผู้ที่ประสงค์จะมีอิสระทางการเงินหลังเกษียณ ด้วยทางเลือกที่หลากหลาย และมีคุณภาพ รวมถึงมีความยืดหยุ่นในการจัดการพอร์ตการลงทุนได้ตามความต้องการผ่าน “FundLink Online” และ “FundLink M Choice” ซึ่งในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สมาชิกจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด โดยสามารถเลือกการลงทุนและปรับสัดส่วนการลงทุนได้ ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้นจาก “PVD Application” ใหม่ที่จะเปิดตัวภายในปีนี้
2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็น Best in Class แล้ว บริษัทยังเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผสานประโยชน์ของกองทุนรวมและประกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างชาญฉลาด เพื่อเป็นทางเลือกและส่วนประกอบในพอร์ตการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) การนำระบบงานด้านการจัดการลงทุนชั้นนำของโลกเข้ามาใช้ในประเทศไทย โดยเป็นระบบที่สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยง ตลอดจนประเมินแหล่งที่มาของผลตอบแทน (Attribution Analysis) บน One Single Platform เพื่อให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็วและแม่นยำที่สุด ในการบริหารกองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนส่วนบุคคล
“ปัจจุบันเรายังเป็นหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมของ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’ ที่ครอบคลุมและหลากหลาย จุดเด่นที่สร้างความแตกต่างของเราคือ การมีกองทุนให้เลือกหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ และมีความยืดหยุ่นในการสับเปลี่ยนแผนการลงทุนได้ในหลากหลายรูปแบบ โดยมีโปรแกรมช่วยคำนวณการลงทุนสำหรับการแผนการเงินให้เกษียณสุข และลูกค้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถติดตามผลการลงทุนได้ทุกวัน 24 ชม. ตลอด 7 วัน และแสดงมูลค่า NAV ได้รายวัน (Daily NAV) อีกด้วย”
“หุ้นไทย” ฟื้นรับรัฐบาลใหม่...มองปีนี้เคลื่อนไหวในกรอบ 1,590 – 1,620 จุด
ส่วนทิศทางการลงทุนช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น ทางด้านของ “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง มองว่า เศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวแต่อาจไม่ถึงกับถดถอย ขณะที่เศรษฐกิจจีนถึงแม้จะเติบโตต่ำกว่าที่คาด แต่เริ่มเห็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการคลังเริ่มทยอยออกมา เงินเฟ้อที่เคยสูงกดดันตลาดปีนี้เงินเฟ้อเริ่มเห็นการชะลอตัวอย่างชัดเจน ไตรมาสที่3/23 อาจเป็นการจบรอบของดอกเบี้ยขาขึ้นโดยเฉพาะฝั่งสหรัฐและยุโรป อย่างไรก็ตามเราประเมินว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงอีกสักระยะ ส่งผลให้การลงทุนยังมีความผันผวนต่อเนื่องได้

(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)
“สำหรับ “หุ้นไทย” มีแนวโน้มดีขึ้นหลังมีความชัดเจนได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,590 – 1,620 จุด กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ ท่องเที่ยว, โรงแรม, การบริโภคในปท. ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ ส่วนหุ้นต่างประเทศแนะนำให้ซื้อตลาดที่ยังถูก มี P/E ถูกกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ได้แก่ หุ้นยุโรป, หุ้นเวียดนาม และขายในตลาดที่แพง ได้แก่ หุ้น Nasdaq ส่วนบางตลาดถือว่าอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยที่เป็น Fair Value เช่น ตลาดหุ้นโลก ตลาดหุ้นเอเชีย เป็นต้น โดยแนะนำให้มีการกระจายการลงทุนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการกระจุกตัวในการลงทุนในสินทรัพย์ใดเพียงอย่างเดียว หรือตลาดใดเพียงอย่างเดียวในช่วงที่เหลือของปีนี้”
“ชู 4 ธีมเด่น” รับภาวะศก.-การลงทุนที่ยังผันผวน...แนะมี “กองอสังหาฯ/REIT” ติดพอร์ต 5-10%
โดย “บดินทร์ พุทธอินทร์” ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บลจ.อีสท์สปริง แนะนำ 4 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจรับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการลงทุนยังคงผันผวน ที่ไม่เพียงช่วยกระจายความเสี่ยงแต่ยังเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่ดีอีกด้วย ได้แก่ 1) ธีมหุ้นปันผลสูงและหุ้นคุณภาพที่มีการเติบโต 2) ธีมรับจุดจบดอกเบี้ยขาขึ้น ทั้งนี้คาดว่า Fed น่าจะจบดอกเบี้ยขาขึ้นในปีนี้ถ้าดีหน่อยก็จบในไตรมาสที่3 เลย ถ้ากลางๆ ก็ไปจบในไตรมาสที่4 ก็เป็นจังหวะลงทุนหุ้นเติบโตกลุ่มเทคฯ ได้เช่นกัน ภาพของหุ้นเอเชียเหนือทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันก็น่าสนใจ

(บดินทร์ พุทธอินทร์)
3) ธีมเศรษฐกิจฟื้นตัวและ Laggard หุ้นในกลุ่มนี้ที่น่าสนใจก็มี “หุ้นอินเดีย” หลังเงินเฟ้อเริ่มลดลง ประชากรโลกขึ้นมาเป็นอันดับ1 จะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อของการบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง “หุ้นยุโรป” เองแม้เราจะมองเป็น Neutral ในปัจจุบันแต่ด้วยราคาที่ถูกก็แนะนำทยอยลงทุนได้ ส่วน “หุ้นเวียดนาม” แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐและจีนชะลอตัวแบบนี้เวีดนามก็ยังโตได้ในระดับ 6% ปีนี้หุ้นก็บวกขึ้นมาแล้วกว่า 20% ซึ่งบวกลบระดับนี้ใน “ตลาดชายขอบ” (Frontier Market) ถือว่าปกติ อย่างไรก็ตามแนะนำมีไว้ไม่เกิน 5% ของพอร์ต จะได้ไม่กระทบพอร์ตรุนแรง ส่วน “หุ้นจีน” ชอบตลาด A-Share มากกว่า แม้ในช่วงนี้อาจมีข่าวในเชิงลบออกมาแต่ใครที่มีอยู่ก๋ไม่แนะนำให้ขาย เพราะรัฐบาลจีนยังมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพื่อดูแลอยู่

และ 4) ธีมแนวป้องกัน ในกลุ่มของ “ตราสารหนี้” เป็น Defensive ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว หรือถ้าเกิดก็น่าจะเป็น Recession บางๆ ก็ช่วยป้องกันความเสี่ยงในช่วงภาวะตลาดเช่นนี้ได้
“ส่วนกลุ่ม ‘กองทุนอสังหาริมทรัพย์/REIT’ นั้น ได้รับผลกระทบมากในช่วง COVID-19 แต่หลังจากนั้นก็เริ่มฟื้นัตสกลับมาอาจจะมีเพียงบางประเภท เช่น ออฟฟิศสำนักงาน ที่อัตราการเช่าพื้นที่อาจจะยังต่ำ แต่กลุ่มอื่นๆ เช่น โรงแรม, ค้าปลีกหรือห้างสรรพสินค้า หรือนิคมอุตสาหกรรมพวกโรงงานและคลังสินค้า โดยภาพรวมก็ดีขึ้น Yield ประมาณ 5-6% แนะมีติดพอร์ตไว้ได้ 5-10%”
“ตราสารหนี้” ชู Investment Grade น่าสนใจกว่า HY
เช่นเดียวกับ “ธีระศันส์ ทุติยะโพธิ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าส่วนการลงทุนตราสารหนี้ บลจ.อีสท์สปริง ที่แนะนำว่า ในช่วงเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวและมีโอกาสเกิด Recession เช่นนี้ การลงทุนตราสารหนี้กลุ่ม “Investment Grade” (IG) น่าสนใจกลุ่ม “High Yield” (HY) แม้ว่าปีนี้ผลตอบแทนของตราสารหนี้กลุ่มที่มีคุณภาพดีผลตอบแทนอาจจะไม่ดีเท่าไรนัก โดยตั้งแต่ต้นปี “พันธบัตรทั่วโลก” ให้ผลตอบแทน +0.2% และ “ตราสารหนี้ IG ทั่วโลก” ให้ผลตอบแทน +1.2% เท่านั้น เมื่อเทียบกับ “High Yield” ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง +6.7% ก็ตาม (ที่มา: Bloomberg as of 8 Aug 23)

(ธีระศันส์ ทุติยะโพธิ)
“แต่ด้วยดอกเบี้ยที่ขึ้นมาจนใกล้ Peak ในปัจจุบัน ความเสี่ยงเริ่มนิ่ง มองไปข้างหน้าผลตอบแทนของกลุ่ม High Yield ไปต่อได้ค่อนข้างยาก ตรงข้ามกับกลุ่มที่มีคุณภาพจะมีความน่าสนใจมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ยกลับเป็นขาลง ส่วนในประเทศไทยเองตราสารหนี้กลุ่ม Investment Grade ยังลงทุนได้ไม่มีปัญหาอะไร แต่กลุ่มที่เป็น Non-rated นักลงทุนคงต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามในส่วนของบลจ.อีสท์สปริงเองนั้น ไม่มีการลงทุนในตราสารหนี้ที่เป็น Non-rated แต่ประการใด นักลงทุนสบายใจได้เลย”
การลงทุนจากนี้ไป “การจัดพอร์ตลงทุน” จะมีบทบาทและทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทาง “บลจ.อีสท์สปริง” เองก็มีความร่วมมือในการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ลงทุนทั่วโลกในลักษณะ “Multi Asset Portfolio Solutions” (MAPS) ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในการบริหารการลงทุนกว่า 25 ปี มีทีมผู้จัดการลงทุนดูแลกว่า 50 คนในภูมิภาคเอเชีย พร้อมด้วยเทคโนโลยี “LOGOS” ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยในการจัดพอร์ตและตัดสินใจในการลงทุนของ “Eastspring Investments” มาช่วยตอบโจทย์ให้นักลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างมีคุณภาพ เป็นการโตอย่างยั่งยืนสู่ทำเนียบ “Top5” ของบริษัทในระยะยาวต่อไปด้วยเช่นกัน
