Official Update :

“SCBLARGEE” เฟ้น “หุ้นใหญ่ผู้นำตลาด” ในดัชนี SET50…ลงทุนได้ทุกภาวะตลาด !!!

กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง กองทุนติดดาว กองทุนที่ได้เรทติ้ง Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก


ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม Equity Large Capที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้น 20 - 30 ตัวแรก” ของดัชนี SET50 โดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis)


หลังจากผ่านพ้นช่วงการเลือกตั้งภายในประเทศและมีการจัดตั้งรัฐบาลพร้อมกับคณะรัฐมนตรี ก็ได้ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น


โดยกลุ่มที่ได้รับประโยชน์หรือขานรับต่อบรรยากาศการลงทุนเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ “ดัชนี SET50 ที่เป็นกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เป็นผู้นำตลาด แต่การจะคัดหุ้นรายตัวก็คงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร


ฉะนั้น ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็ได้ทำการคัดสรร “กองทุนรวมหุ้นไทย” ที่โฟกัสหุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET50 ที่น่าสนใจมานำเสนอให้แก่นักลงทุนที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้



“SCBLARGEE”…ลุย “หุ้นใหญ่ผู้นำตลาด” ฝ่าทุกภาวะการลงทุน
       

สำหรับกองทุนดังกล่าวนี้ มีชื่อว่า “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Thai Equity Large-Cap Multi-Factor Portfolio ชนิดช่องทางอิเล็กทรอนิกส์” หรือ “SCBLARGEE ซึ่งเป็นหนึ่งในภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด และยังเป็นกองทุนที่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นกองทุน “5 ดาว” จาก “มอร์นิ่งสตาร์” อีกด้วย (ณ วันที 31 ส.ค. 23)


ด้านรายละเอียดของกองทุนข้างต้นนั้น เป็นกองทุนตราสารทุน (หุ้น) และมีนโยบายเปิดให้ลงทุนในกองทุนรวมอื่นภายใต้บลจ.เดียวกันได้ ซึ่งได้จัดตั้งหรือจดทะเบียนขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2562 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 5 กันยายน 2566) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 2,732,314 บาท และมูลค่าหน่วยลงทุนที่ 10.92 บาทต่อหน่วย


“โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่อยู่ในดัชนี SET50 โดยจะเลือกลงทุนในตราสารทุน 20 – 30 ตัวแรกของดัชนี SET50 โดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis) ซึ่งให้น้ำหนักในการลงทุนในแต่ละบริษัทจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่คาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้ดีในระยะยาว”



ขณะที่เกณฑ์การคัดเลือกจะประกอบไปด้วย Sharpe Ratio (การเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารทุนของบริษัทในส่วนที่มากกว่าอัตราดอกเบี้ยรัฐบาลต่อความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารทุนของบริษัท), Cash Flow Yield (กระแสเงินสดของบริษัทต่อราคาตราสารทุนของบริษัท), Net Income Growth (การเปลี่ยนแปลงของรายได้ของบริษัทเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า), ROE (รายได้ของบริษัทต่อสัดส่วนของผู้ถือหุ้น) และ Volatility (ความผันผวนของการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารทุนของบริษัท) เป็นต้น


ทั้งนี้ หลักการในการให้น้ำหนักหุ้นคือให้คะแนนหุ้นแต่ละตัว โดยคำนวณคะแนนมาจาก Factor ต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้น และจากนั้นให้น้ำหนักการลงทุนในสัดส่วนที่มากกับหุ้นที่มีคะแนนสูง และให้น้ำหนักการลงทุนในสัดส่วนที่น้อยกับหุ้นที่มีคะแนนน้อย โดยจะมีการ rebalance ทุก ๆ 3 เดือน เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุน


หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมของ “หุ้นคุณค่า” และ “หุ้นเติบโต”

จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของ กอง SCBLARGEE’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมของ “หุ้นคุณค่า” (Value) และ “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ


สำหรับการจัดสรรเม็ดเงินหรือการกระจายเงินลงทุนแบ่งเป็นรายอุตสาหกรรม 5 อันดับแรกที่มีมูลค่าลงทุนสูงสุดในปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2566) ประกอบไปด้วย

-ธนาคาร                                                18.95%

-พลังงานและสาธารณูปโภค                        18.23%

-พาณิชย์                                                 14.25%

-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร         13.79%

-การแพทย์                                              9.48%


“โดยหุ้นที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย 1) ADVANC 7.69%, 2) KTB 6.82%, 3) PTTEP 5.84%, 4) CRC 5.69% และ 5) BH 5.27% ตามลำดับ”



“ด้านผลการดำเนินงานของ ‘SCBLARGEE’ นั้น ข้อมูลตั้งแต่จัดตั้งกองทุนจนถึงปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ก.ค. 23) มีผลการดำเนินงานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.60%ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 0.00% ต่อปี) ในขณะที่ความผันผวนของผลการดำเนินงานที่เฉลี่ยอยู่ 20.19% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 20.91% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีช่วง 5 ปีที่ผ่านมากองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -35.84%”


เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” เพียง 1 บาท

โดยนักลงทุนหรือผู้อ่านที่สนใจอยากจะลงทุนในกองดังกล่าวด้วยเงื่อนไขการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” อยู่ที่ 1 บาทส่วนการขายคืนขั้นต่ำและยอดคงเหลือก็จะอยู่ที่ 1 บาทเช่นเดียวกัน โดยเงื่อนไขการได้รับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 2 วันทำการนับจากวันคำนวณ NAV (T+2)



สำหรับรายละเอียดการซื้อขายในปัจจุบันจะสามารถทำได้ทั้งผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จํากัดหรือผู้สนับสนุนการขายหรือรับซื้อคืนที่บริษัทแต่งตั้งขึ้นและยังมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถทำได้ผ่านแอพพลิเคชั่น SCB EASY


การกระจายเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย ด้วยกองทุนรวมก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดทอนความยุ่งยากลงและยังสามารถกระจายเม็ดเงินลงทุนได้ทั่วถึงไปยัง หุ้นขนาดใหญ่หลายๆ ตัวได้ด้วยเงินลงทุนที่ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับการซื้อหุ้นรายตัวบนกระดานตลาดหลักทรัพย์ฯ


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม

Most Viewed
Stock of the Day
TACC ทุ่ม 45 ลบ. ถือหุ้น 30% ลุยแบรนด์ “ฉันจะกินชาเย็นทุกวัน” จ่อรับรู้ส่วนแบ่งกำไรไตรมาส 4/69 แย้มแผนดันเข้าตลาดหุ้นภายใน 3 ปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ก.ล.ต. กล่าวโทษนายยิม เลียก (Mr. Yim Leak) กรณีรายงานการจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ตามแบบ 246-2 ล่าช้า
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
จับตา 4 หุ้นค้าปลีกไอที รับธีมเปิดตัว iPhone 18 โบรกฯ แนะเก็งกำไรก่อน 3 สัปดาห์ SPVI เด่นสุด ให้ผลตอบแทน 9.7%
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ลุ้นครึ่งปีหลังกำไรโตเด่น รับไฮซีซั่น-ปัญหาวัตถุดิบคลี่คลาย โบรกฯ ชู DELTA ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
เอ็กซ์เผิง ประเทศไทย เปิดตัว ‘THE NEW L03’ Next-Gen AI SUV Coupe พวงมาลัยขวาประเทศแรกของโลก
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
News Update