ชี้ “ดอกเบี้ยไทย” ขาขึ้น ดัน “ต้นทุนการเงิน” ขยับ... กระทบ “แผนออกหุ้นกู้” แต่มั่นใจยอดออกทั้งปีทะลุ 1 ล้านลบ. !!!
Fun of Funds: “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ยังเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักของแหล่งเงินของภาคธุรกิจที่สำคัญ สิ้นไตรมาส3/23 มีมูลค่าคงค้าง 16.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% จากสิ้นปี22 คิดเป็น 96% ของ GDP (ตลาดหุ้น 104% GDP และสินเชื่อแบงก์ 105% GDP)
แม้ทิศทางดอกเบี้ยไทยจะอยู่ในขาขึ้นมาตั้งแต่ต้นปี ทำให้ต้นทุนทางการเงินปรับตัวสูงขึ้น แต่ช่วง 9 เดือนแรกบริษัทเอกชนยังมียอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวถึง 824,557 ล้านบาท คิดเป็น 65% ของยอดการออกในปี22 และมั่นใจว่ายอดทั้งปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท แน่นอน !!!
อย่างไรก็ตาม ทิศทาง “US Bond Yield” ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยังเป็นปัจจัยหลักที่กดดันทิศทางเงินลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทยเช่นกัน โดยในปีนี้ต่างชาติเทขายมาทุกไตรมาสรวม 9 เดือนขายสุทธิ “ตราสารหนี้ไทย” ไปแล้วกว่า -1.47 แสนล้านบาท และยังมีแนวโน้มไหลออกได้ต่อเนื่อง
เงินต่างชาติไหลออกน่ากังวลหรือไม่? Bond Yield ในไทยเองที่ขยับตามสหรัฐ จะส่งผลต่อการออกหุ้นกู้หรือไม่? ตามไปหาคำตอบพร้อมกันกับทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ กันได้เลย
“US Bond Yield” พุ่ง ทำ “ต่างชาติ” เทขายตราสารหนี้ไทยสุทธิ 9 เดือนแรก กว่า -1.47 แสนลบ.
โดย “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยอมรับว่า อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐ (US Bond Yield) ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง จนทำให้ส่วนต่างกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย (TH Bond Yield) ถ่างกว้างขึ้นนั้น เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ “เงินต่างชาติ” ไหลออกในช่วงที่ผ่านมาโดยมีการขายต่อเนื่องทุกไตรมาส รวม 9 เดือนแรกกว่า -1.47 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามหากดูการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติ ณ สิ้นไตรมาส 3 มียอดรวมที่ 9.4 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.6% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย เท่านั้น โดยตราสารหนี้ไทยที่ต่างชาติถือครองส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ระยะยาว มีอายุคงเหลือเฉลี่ยที่ 8.3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 8.0 ปี เมื่อสิ้นปี22

(ดร.สมจินต์ ศรไพศาล)
“ดังนั้นผลกระทบกับตลาดตราสารหนี้ไทยเองจึงไม่มาก เพราะมีนักลงทุนต่างชาติอยู่น้อยเพียง 5.6% เท่านั้น อย่างไรก็ตามภาพในไตรมาส3 ที่เปลี่ยนไปจากช่วงกลางปีที่คิดว่าดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะหยุดแล้วกลับยังขึ้นต่อและตลาดคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงอีกนานเป็น Higher for Longer โดยพันธบัตรสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับขึ้นจากระดับ 0.73% เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 5.03% ส่วน 10 ปี ขึ้นจาก 1.52% มาอยู่ที่ 4.59% จนทำให้ส่วนต่างกับไทยมากขึ้น ก็ยังจะเป็นปัจจัยที่กดดันทิศทางให้เงินต่างชาติไหลออกได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตราสารหนี้ระยะสั้น (ต่ำกว่า 1 ปี) เป็นหลัก”
“กลไกตลาด” จะปรับสู่สมดุลเอง...มองแรงขายต่างชาติ “ไม่น่ากังวล”
อย่างไรก็ตามด้วย “กลไกของตลาดตราสารหนี้” เอง เมื่อมีแรงขายออกมามากๆ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรไทยก็จะปรับตัวสูงขึ้น ช่วยให้ช่องว่างระหว่างสหรัฐกับไทยแคบลง ถึงจุดหนึ่งอัตราผลตอบแทนของไทยก็จะสูงจนกลับมาน่าสนใจอีกครั้ง และเมื่อต่างชาติขายไปมากแล้ว ในมุมกลับก็จะเหลือตราสารหนี้ไทยที่จะขายได้น้อยลงไปด้วย

“นอกจากประเด็นเรื่องส่วนต่างของ Bond Yield แล้ว การเตรียมจัดสรรเม็ดเงินลงทุนใหม่ในตลาดตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ก็อาจเป็นเหตุผลหนึ่งด้วยเช่นกัน เพราะดัชนีของทาง JP Morgan Emerging Market Bond จะมีการเอาตราสารหนี้ของอินเดียเข้ามาคำนวณเพิ่มก็อาจทำให้ต้องมีการปรับน่ำหนักการลงทุนในตลาดหนี้ตลาดเกิดใหม่กันอีกครั้ง แต่โดยรวมไม่น่ากังวลแต่ประการใด”
“หุ้นกู้” มั่นใจยอดออกหุ้นกู้ปี23 ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท
เมื่อพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยก็ปรับตัวขึ้นตาม โดยพันธบัตร 2 ปี ขึ้นจาก 0.66% เมื่อต้นปี มาอยู่ที่ 2.54% ส่วนพันธบัตร 10 ปี ขึ้นจากต้นปีที่ 1.90% มาอยู่ที่ 3.18% แม้จะต่ำกว่าของสหรัฐแต่ก็มีทิศทางปรับขึ้นเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในพันธบัตร 10 ปี
โดย “อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยอมรับว่า ทิศทางดอกเบี้ยในไทยที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ต้นทุนทางการเงินปรับตัวขึ้นด้วยเช่นกัน ในปีที่ผ่านมาบริษัทส่วนใหญ่ก้มีการทยอยออกหุ้นกู้ไปเพื่อล็อกต้นทุนการเงินไปบางส่วนแล้ว ในปีนี้ด้วยทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นและช่วงที่ผ่านมา Yield ในตลาดก็กระชากขึ้นจากความกังวลว่าจะมีซัพพลายตราสารหนี้ระยะยาวของภาครัฐออกมาเป็นจำนวนมาก ก็ทำให้บริษัทที่มีความยืดหยุ่นในเรื่องของแหล่งเงินอาจจะชะลอการออกแล้วหันไปกู้ในระบบแบงก์แทนได้ หรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ยังมีกระแสเงินสดดีและไม่จำเป็นต้องรีบใช้เงินก็อาจจะชะลอการออกหุ้นกู้ไปก่อน ไม่ต้องรีบร้อนแต่ประการใด

(อริยา ติรณะประกิจ)
“อย่างไรก็ตามในช่วง 9 เดือนแรกการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) ยังมีมูลค่า 824,557 ล้านบาท คิดเป็น 65% ของมูลค่าการออกทั้งปี23 โดยผู้ออกภาคเอกชนที่มีอันดับเครดิตสูงยังสามารถออกและเสนอขายหุ้นกู้ได้ตามที่ต้องการ ขณะที่ผู้ออกบางส่วนได้ชะลอการออกหุ้นกู้ไปก่อนเพื่อรอจังหวะตลาดและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการออกสูงสุดคือกลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์ ตามมาด้วยกลุ่มพลังงาน กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธนาคาร ตามลำดับ และมองไปในช่วงไตรมาสที่4 ยังเชื่อมั่นว่ายอดออกหุ้นกู้ทั้งปีจะไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท อย่างแน่นอน”
ตลาด “คลายกังวล” หลังแผนออกพันธบัตรปีงบประมาณ 24 ชัดเจน...พร้อมสนับสนุนเอกชนออก “ESG Bond”
ในปีงบประมาณ 24 รัฐบาลมีแผนการออกพันธบัตร 1.25 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.16 ล้านล้านบาท (15%) จาก 1.09 ล้านล้านบาท ในปีประมาณ23 ตอนนั้นก็ทำให้ตลาดกังวล Bond Yield กระชากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความกังวลของตลาดก็คลี่คลายลงไป หลังแผนการออกพันธบัตรของรัฐบาลในปีงบประมาณ24 ได้ประกาศชัดเจนออกมาแล้ว ไม่ได้มีการออกในตราสารอายุยาวเป็นจำนวนมากอย่างที่ตลาดกังวลกัน หากแต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในรุ่นอายุ 3 ปี และ 5 ปี เป็นหลัก โดยมีมูลค่าการออก 3.25 แสนล้านบาท เท่ากันทั้ง 2 รุ่น และกระจายไปในช่วงอายุต่างๆ จนถึง 50 ปี

“ในช่วง 9 เดือนแรกปี23 มีมูลค่าการออก ESG Bond อยู่ที่ 146,293 ล้านบาท คิดเป็น 67% ของมูลค่าการออกในปี22 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น Sustainability bond ณ สิ้นไตรมาส 3/23 มีมูลค่าคงค้าง ESG Bond อยู่ที่ 652,783 ล้านบาท คิดเป็น 3.8% ของตราสารหนี้ไทย ในจำนวนนี้เป็นของภาคเอกชน 226,883 ล้านบาท คิดเป็น 5% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว”
ทั้งนี้ภาครัฐได้ส่งเสริมการออก “ESG Bond” ผ่าน “โครงการสนับสนุนและส่งเสริมการออกตราสารหนี้กลุ่มความยั่งยืน” โดย “กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน” (CMDF) จะสนับสนุนค่าใช้จ่าย Issue Rating /External Reviewers / Certification Fee / Verification fee ของการออก ESG Bond ตั้งแต่ 1 ก.ค. 223 – 30 มิ.ย. 24 จำนวน 100% ของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ต่อประเภทของตราสารหนี้ โดยมี “บมจ.พลังงานบริสุทธิ์” (EA) เป้นบริษัทแรกที่ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการนี้ไป
“Bond Yield” ของสหรัฐยังมีแนวโน้มจะทรงตัวสูงต่อเนื่อง และยังน่าจะกดดันทิศทางเงินลงทุนต่างชาติไม่เฉพาะในไทยแต่ประเทศเกิดใหม่โดยรวมด้วยเช่นกัน อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในไทยเองก็ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มองในมุมกลับก็เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนเช่นกัน แม้ในมุมของผู้ออกตราสารหนี้อาจจะเริ่มมองว่าเป็นภาระด้วยต้นทุนการเงินที่สูงขึ้น แต่ก็เชื่อว่า “ตลาดตราสารหนี้” ยังจะเป็นแหล่งเงินที่สำคัญทั้งของภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่องอยู่นั่นเอง
