“PRINCIPAL EEF-D” ลุย “หุ้นไทย” คุณภาพดี...ตอบโจทย์ระยะยาว+ปันผล !!!
กองทุนติดดาว: กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ประจำสัปดาห์อย่าง “กองทุนติดดาว” กองทุนที่ได้เรทติ้ง “Morningstar 5 ดาว” จัดเป็นกองทุนหัวกะทิที่มี ‘ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง’ (Risk-adjusted returns) ดีสุด 10% แรกของกลุ่ม ตามสูตรลับเฉพาะของคนกลางอย่าง “Morningstar” ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดอันดับกองทุนรวมที่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุนทั่วโลก
ครั้งนี้เป็นกองทุนในกลุ่ม “Equity General” ที่มีจุดเด่นเน้นลงทุน “หุ้น” พื้นฐานดีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
แม้ในปีนี้ “ตลาดหุ้นไทย” ได้มีการปรับตัวลดลงแรงไปแล้วกว่า -13% ก็ตาม แต่ในอีกหนึ่งความหมายที่นักลงทุนพูดติดปากกันก็คือ “การพักฐาน” ของตลาด
แต่อย่างไรก็ดีการปรับตัวลงในบางครั้งก็ถือเป็นโอกาสในการลงทุนได้เช่นเดียวกัน ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้นำ “กองทุนรวมหุ้นไทย” ที่น่าสนใจมาแนะนำกันในครั้งนี้

“PRINCIPAL EEF-D”...ยกระดับผลตอบแทนด้วย “หุ้นไทย” คุณภาพดี
สำหรับปัจจัยที่กดดันตลาดในรอบนี้ก็เป็นนโยบายอัตราดอกเบี้ยของประเทศหลักอย่าง “สหรัฐ” ที่ทำให้นักลงทุนหลายคนกังวลว่าจะอยู่ในระดับสูงไปอีกยาวนาน เพื่อรับมือกับตัวเลขเงินเฟ้อ
จนทำให้กระแสเงินไหลไปยังตราสารหนี้แทน กลับไปหาผลตอบแทนที่ดีแบบไม่เสี่ยงใน “พันธบัตรสหรัฐ” แทน ซึ่งเป็นภาพที่ไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะในไทยแต่รวมถึงตลาดเกิดใหม่ในภาพรวมด้วยเช่นกัน โดยตั้งแต่ต้นปีต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า -1.64 แสนล้านบาท แล้ว
แต่มองไปในอนาคต จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐต่างๆ กำไรบริษัทจดทะเบียนที่ยังเติบโต ที่ระดับดัชนีปัจจุบันที่ต่ำกว่า 1,500 จุด จึงเป็นโอกาสลงทุนสำหรับนักลงทุนระยะยาวเช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องเลือกลงทุนในกองทุนที่ดีด้วย

โดยกองทุนที่คัดมาในครั้งนี้มีชื่อว่า “กองทุนเปิดพรินซิเพิล เอ็นแฮนซ์ อิควิตี้ ชนิดจ่ายเงินปันผล” หรือ “PRINCIPAL EEF-D” ที่เป็นหนึ่งในภายใต้การบริหารจัดการของ ‘บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด’ และด้วยการผลการดำเนินงานที่โดดเด่นก็ถูกจัดอันดับให้เป็นกองทุน “5 ดาว” จาก “มอร์นิ่งสตาร์”
สำหรับรายละเอียดของกองเป็นกองทุนรวมตราสารทุน (หุ้น) ไทย ซึ่งได้จัดตั้งหรือจดทะเบียนขึ้นในวันที่ 19 กรกฎาคม 2548 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 2 ตุลาคม 2566) มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 1,921,965,022 บาท และมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 23.52 บาทต่อหน่วย
“ด้านนโยบายการลงทุนจะเน้นลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ และหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่วนที่เหลือจะลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือหน่วย private equity หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามประกาศคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือประกาศสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.”
หน้าตาพอร์ต...สไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นคุณค่า” และ “หุ้นเติบโต”
จากนโยบายลงทุนทำให้หน้าตาหุ้นในพอร์ตของ ‘กอง PRINCIPAL EEF-D’ มีบุคลิกของหุ้นสไตล์ “หุ้นใหญ่” ที่เป็นส่วนผสมระหว่าง “หุ้นคุณค่า” (Value) และ “หุ้นเติบโต” (Growth) เป็นสำคัญ
ส่วนการจัดสรรเงินหรือการกระจายเม็ดเงินลงทุนในหลักทรัพย์แบ่งแยกเป็นอุตสาหกรรม 5 อันดับแรก ประกอบไปด้วย
-พลังงานและสาธารณูปโภค 18.41%
-พาณิชย์ 13.49%
-ธนาคาร 11.04%
-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 10.11%
-ขนส่งและโลจิสติกส์ 7.65%

“ในแง่ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกอง ‘PRINCIPAL EEF-D’ ตั้งแต่จัดตั้งนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 7.80% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 8.37% ต่อปี) ส่วนความผันผวนของความผลการดำเนินงานจะเฉลี่ยอยู่ที่ 19.61% ต่อปี (ดัชนีชี้วัด 20.23% ต่อปี) แต่อย่างไรก็ดีการลงทุนมักมีความเสี่ยงเช่นเดียวกัน โดยในช่วง 5 ปีย้อนหลังกองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงสุดอยู่ที่ -41.52%”
เงินลงทุนขั้นต่ำ “ครั้งแรก” 1,000 บาท และ “ครั้งถัดไป” ไม่กำหนด
นอกจากนี้กองทุนดังกล่าว ยังมีการสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติมตามนโยบายของกอง ด้วยการ “จ่ายเงินปันผล” ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน โดยเกณฑ์การพิจารณาการจ่ายจะขึ้นตามการกำหนดของผู้จัดการกองทุนซึ่งมีข้อกำหนดพิจารณาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยตั้งแต่จัดตั้งกองได้มีการจ่ายปันผลไปแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 7.11 บาท

สำหรับนักลงทุนที่สนใจสามารถเริ่มลงทุนได้ด้วยเงิน 1,000 บาท ตามข้อกำหนดเงื่อนไขหรือมูลค่าขั้นต่ำของการ “ซื้อครั้งแรก” และ “ครั้งถัดไป” ไม่กำหนดมูลค่าขั้นต่ำ ส่วนมูลค่าขั้นต่ำของการขายคืนและยอดคงเหลือขั้นต่ำทำได้โดยไม่มีข้อกำหนดสำหรับระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนคือ 3 วันทำการหลังจากวันทำรายการขายคืน(T+3)
ส่วนช่องทางการซื้อขายสามารถทำได้ผ่านรูปแบบออฟไลน์อย่างธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จํากัด (มหาชน)และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนอื่นที่บริษัทได้แต่งตั้งขึ้น ด้านช่องทางออนไลน์สามารถเปิดบัญชีและซื้อขายได้ผ่านแอพพลิเคชั่นอย่าง Principal TH
“ในช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงหรือปรับฐานลงมาอย่างต่อเนื่อง ก็ถือเป็นจุดวัดใจในการลงทุนซึ่งบางครั้งก็เป็นโอกาสในลงทุนและเป็นจังหวะที่ต้องรอให้ตลาดสะเด็ดน้ำก่อน แต่หากเป็นช่วงที่เหมาะสมในการลงทุน ‘กองทุนรวม’ ก็ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างผลตอบแทนได้ดีเช่นกัน”
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
