Official Update :

แนะทำ ‘Asset Allocation’...อย่าวิ่งไล่ ‘กองหุ้น’ ดูแค่ผลตอบแทน-อาจพลาดเป้าหมายการลงทุนได้ !!!

ไตรมาสแรกของปี21 หลายประเทศเริ่มเข้าสู่ระยะการเริ่มกระจายวัคซีนแก่ประชาชน สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 มีทั้งแบบเป็นไปในทิศทางที่ทรงตัว ดีขึ้น หรือบางประเทศยังต้องเจอกับการระบาดระลอกใหม่ทำให้ต้องกลับไปสู่การ lockdown


มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมไทย (ณ 31 มี.ค. 21) อยู่ที่ 5.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (เพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นปี20) โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการไหลเข้าไปยัง “กองหุ้น” รวม 1.3 แสนล้านบาท


ส่วนใหญ่ไหลเข้าไปลงทุนในกลุ่ม “กองหุ้นต่างประเทศ” เป็นสำคัญ นำมาโดย “กองหุ้นจีน” และ “กองหุ้นโลก” เป็น 2 เป้าหมายหลักของเม็ดเงินลงทุนในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา


วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลสถิติสำคัญของธุรกิจกองทุนรวมที่น่าสนใจในช่วงไตรมาสแรกจาก Morningstar” มาอัพเดทกัน



 


ถ้าเงินยังไหลเข้า “กองหุ้น”
ต่อเนื่อง...มีโอกาส AUM อุตสาหกรรมกองทุนจะกลับไป ‘จุดสูงสุด’ เดิมสิ้นปี19

“บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิกองทุนรวมไทย (เฉพาะกองทุนเปิด ไม่รวมกองทุนปิด, ETF, REIT, Infrastructure fund) อยู่ที่ 4.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.6% จากสิ้นปี20 และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 15% แต่ยังต่ำกว่าช่วง “ก่อน COVID-19” ที่เคยอยู่ระดับสูงสุดช่วงธ.ค. 2019 ที่เกือบ 4.3 ล้านล้านบาท โดยในไตรมาสแรกนี้มีเงินไหลเข้าสุทธิ 3.3 หมื่นล้านบาท เน้นไปที่เงินไหลเข้าสุทธิ “กองหุ้น” ทั้งสิ้น 1.3 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการไหลเข้ากลุ่ม “กองหุ้นต่างประเทศ” เป็นสำคัญ


“หากดูสัดส่วน กองหุ้น ณ สิ้นไตรมาส1/21 อยู่ที่ 36% จากสิ้นปี19 อยู่ที่ 29% เท่านั้น ในขณะที่สัดส่วน กองตราสารหนี้ สิ้นไตรมาส1/21 ลดลงเหลือ 37% จากสิ้นปี19 อยู่ที่ 46% ซึ่งหากไม่เกิดวิกฤติอะไรขึ้นมาอีก ภาพรวมการลงทุนในหุ้นต่างประเทศยังดูดีและแนวโน้มยังมีเงินไหลเข้ากองหุ้นต่อเนื่องแบบนี้ ก็มีโอกาสที่สินทรัพย์สุทธิของกองทุนรวมปีนี้จะกลับไปเท่ากับ จุดสูงสุดเดิม ช่วงสิ้นปี2019 ได้เช่นกัน”



“กองหุ้นจีน”...แชมป์เงินไหลเข้าสุทธิสูงสุดไตรมาสแรกกว่า 5.46 หมื่นล้านบาท

ในช่วงไตรมาสที่1/21 มีเงินไหลเข้าสุทธิ 10 อันดับแรกล้วนแต่เป็น “การลงทุนต่างประเทศ” ทั้งหมด โดย 5 อันดับแรกเป็น กองหุ้นต่างประเทศ” ทั้งหมด นำมาโดย

-กองหุ้นจีน                                                               54,619

-กองหุ้นโลก                                                              43,724

-Foreign Investment Miscellaneous (กลุ่ม Trigger Fund)       21,677

-กองหุ้นสุขภาพโลก                                                     18,240

-Global Sector Focus Equity (เช่น พลังงานทางเลือก)            16,798





“ในขณะที่ กองหุ้นจีนและ กองหุ้นโลก มีเงินไหลเข้าสุทธิมากเป็นอันดับ1 และ 2 นั้น แต่ผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ -0.74% และ 2.12% ตามลำดับ จึงอยากแนะนำให้นักลงทุน จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ อย่างเหมาะสม มากกว่าจะไปไล่ลงทุนในกองทุนที่มีผลตอบแทนที่ดีซึ่งมักจะผ่านพ้นไปแล้วและทำให้ผลตอบแทนไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังเอาไว้”



“กองหุ้นไทย” เงินไหลออกสุทธิไตรมาสแรก 1.2 หมื่นล้านบาท...ทำสัดส่วน “กองหุ้นตปท.” มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ณ ไตรมาสแรกของปีนี้มี “กองทุนหุ้นไทย (ไม่รวม LTF RMF SSF) ให้เลือกลงทุนมากถึง 309 กองทุน รวมมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 2.4 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.0% จากสิ้นปี 2020 (เพิ่มขึ้น 15.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) แม้ว่าตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวจากช่วงต่ำสุด (SET TR ช่วง 1 ปี = 45%) และสะท้อนไปยังมูลค่าทรัพย์สินกองทุน แต่โดยรวมมูลค่าทรัพย์สินกองทุนกลุ่มนี้ยังต่ำกว่าระดับก่อน COVID-19 เนื่องจากมีเงินไหลออกสุทธิตลอดช่วงปี 2020 ต่อเนื่องมาในไตรมาสล่าสุดที่ยังคงเป็นเงินไหลออกสุทธิ 1.2 หมื่นล้านบาท มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปี 2020 ที่ระดับ 6 พันล้านบาท เป็นการไหลออกสุทธิไตรมาสที่5 ติดต่อกัน






“เม็ดเงินไหลออกสุทธิในไตรมาสแรก 1.2 หมื่นล้านบาท เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งตลาด กล่าวคือบลจ.ส่วนใหญ่เผชิญแรงขายกองทุนในช่วงดังกล่าว บลจ.ที่มีเงินไหลออกสุทธิมากที่สุดได้แก่ เช่น บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.ธนชาต, บลจ.บัวหลวง, บลจ.กสิกรไทย และบลจ.วรรณ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบลจ.ขนาดใหญ่ รวม 5 บลจ.นี้มีเงินไหลออกสุทธิรวม 1.0 หมื่นล้านบาท ในขณะมีเพียง 4 บลจ.ที่มีเงินไหลเข้าสุทธิ โดย บลจ. เอไอเอ มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ 874 ล้านบาท หรือสูงที่สุดในรอบไตรมาสแรก แต่หากดูผลตอบแทนของ ‘กองหุ้นขนาดใหญ่ไทยและ กองหุ้นขนาดกลาง-เล็ก กลับให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงไตรมาสที่1/21 นี้ 12.46% และ 18.25% ตามลำดับ”


ด้าน “กองหุ้นต่างประเทศ” มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ทั้งจากกลุ่มกองทุนรวมหุ้นจีน (China Equity) กลุ่มหุ้นทั่วโลก (Global Equity) หรือกลุ่มที่เป็นหมวดอุตสาหกรรมเช่น Health Care หรือ หุ้นเทคโนโลยี จึงทำให้มูลค่าการลงทุนตราสารทุนต่างประเทศมีมูลค่ารวมกันอยู่ที่ราว 6.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับ “กองหุ้นไทย” จะเห็นว่ามีมูลค่าที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันจากในอดีตที่การลงทุนตราสารทุนในประเทศจะเป็นเม็ดเงินที่สูงกว่าชัดเจน


ทั้งนี้จะเห็นแนวโน้มของเม็ดเงินลงทุนในกลุ่มกองหุ้นที่มีการกระจายออกไปลงทุนใน “กองหุ้นต่างประเทศ” มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง แต่ท้ายสุดทาง “Morningstar” แนะนำให้ทำ ‘Asset Allocation’ เป็นคำตอบที่ดีที่สุด มีทั้ง หุ้นไทยและ หุ้นต่างประเทศช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้กับพอร์ตหุ้นของคุณได้ไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’