พิษ COVID-19 ทำ“บลจ.ลูกแบงก์” ปันผลให้แม่ปี20 ลดลง 7.01%...แต่ยังครองส่วนแบ่งสูงสุด 75.17% ของทั้งอุตสาหกรรม!!!
รู้หรือไม่?...ปี20 มีบลจ.ที่ “จ่ายปันผล” 14 แห่ง จาก 25 บลจ. คิดเป็น 56% จากบลจ.ทั้งหมด ลดลงจากปี19 ที่มี 16 แห่ง คิดเป็น 64% จากทั้งหมด แต่เงินปันผลที่จ่ายรวมกัน 9,657.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.62%
ทั้งนี้จะเห็นว่า จากบลจ.ในอุตสาหกรรม 25 แห่งนั้น ไม่ใช่ทุกแห่งที่มีความสามารถในการจ่ายปันผลให้กับ “บริษัทแม่” หรือ “กลุ่มผู้ถือหุ้น” แต่ทั้งนี้ก็คงขึ้นกับโมเดลในการทำธุรกิจของแต่ละแห่งด้วยเช่นกัน
โดยบลจ.ที่จ่ายปันผลสูงสุด 5 อันดับแรก มีส่วนแบ่งรวมกัน 79.43% ของเงินปันผลทั้งอุตสาหกรรมเลยทีเดียว
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีข้อมูลสถิติที่น่าสนใจในปี20 มาฝากกัน
“บลจ.กสิกรไทย” ปันผลสูงสุดในอุตสาหกรรม 2.84 พันล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่ง 29.43% ของปันผลทั้งอุตสาหกรรม
สำหรับ “บลจ.ลูกแบงก์” ถือเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของแบงก์แม่และเป็นกลุ่มบลจ.ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจกองทุนมากที่สุดในอุตสาหกรรมอีกด้วย ในแต่ละปีบลจ.ลูกแบงก์จึงสามารถ “จ่ายปันผล” คืนแม่ได้อย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าบลจ.ลูกแบงก์ทุกแห่งมีศักยภาพในการจ่ายปันผลชัดเจน เพียงแต่อาจมีเหตุผลส่วนตัวในการที่จะไม่จ่ายเท่านั้นเอง
“กลุ่มบลจ.ลูกแบงก์มีด้วยกัน 8 แห่ง ปกติจ่ายปันผลสม่ำเสมอทุกแห่ง ในปี20 มี ‘บลจ.กรุงศรี’ งดจ่ายปันผล โดย 7 บลจ. ที่เหลือจ่ายปันผลรวมกัน 7,259.71 ล้านบาท ลดลง -7.01% จากปี19 แต่ยังครองส่วนแบ่งเงินปันผลมากสุดของอุตสาหกรรมกว่า 75.17% ลดลงจากปี19 ที่มีส่วนแบ่ง 82.96%”

โดยบลจ.ลูกแบงก์ที่ปันผลสูงสุด ได้แก่ “บลจ.กสิกรไทย” ปันผล 2,842.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.16% มีส่วนแบ่งเงินปันผล 29.43% และยังเป็นบลจ.ที่ปันผลมากที่สุดในอุตสาหกรรมกองทุนอีกด้วย
ส่วน “บลจ.เอ็มเอฟซี” ซึ่งเป็นบลจ.ที่ถือหุ้นใหญ่โดยภาครัฐและเป็นบลจ.เดียวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศในปีที่ผ่านมาจ่ายปันผล 125.62 ล้านบาท ลดลง -23.07% จากปี19 แต่ก็เป็นอีกบลจ.ที่สามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน
“บลจ.ต่างชาติ” และ “บลจ.ลูกโบรก”...ปี20 จ่ายปันผลเพิ่มขึ้น 58.76% และ 42.67% ตามลำดับ
ส่วน “บลจ.ต่างชาติ” ซึ่งเป็นบลจ.ลูกประกันกับบลจ.ลูกบลจ.นั้น มีด้วยกัน 7 แห่ง แต่มีเพียง 4 แห่ง คิดเป็น 57.14% จากบลจ.ต่างชาติทั้งหมด ที่จ่ายปันผลได้ โดยจ่ายปันผลรวมกัน 2,145.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.76% จากปี19 โดยในปีนี้ “บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)” ไม่ได้มีการจ่ายปันผล
โดย “บลจ.ทหารไทย” เป็นบลจ.ในกลุ่มนี้ที่จ่ายปันผลมากสุด 1,241.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 210.28% มีส่วนแบ่งเงินปันผล 12.85% ของเงินปันผลทั้งอุตสาหกรรม

ในขณะที่กลุ่ม “บลจ.ลูกโบรก” เป็นกลุ่มที่มีบลจมากถึง 9 แห่งนั้น ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถจ่ายปันผลได้ มีเพียง 2 บลจ. ที่จ่ายได้ คิดเป็น 22.22% จากทั้งหมดเท่านั้น ได้แก่ “บลจ.แอสเซท พลัส” และ “บลจ.วรรณ” โดยจ่ายปันผลรวมกัน 127.06 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.67% มีส่วนแบ่งเงินปันผล 1.32% จากปันผลทั้งอุตสาหกรรม
“7 บลจ.” ที่ยังมี “ขาดทุนสะสม”
อีกปัจจัยที่ทำให้หลายบลจ.ยัง “ไม่สามารถจ่ายปันผล” ได้ เพราะยังมี “ขาดทุนสะสม” อยู่นั่นเอง ซึ่งมีบลจ. 7 แห่ง ด้วยกัน ได้แก่
-“บลจ.บางกอกแคปปิตอล” มีขาดทุนสะสม 106.71 ล้านบาท
-“บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย)” มีขาดทุนสะสม 356.86 ล้านบาท
-“บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์” มีขาดทุนสะสม 242.02 ล้านบาท
-“บลจ.ฟิลลิป” มีขาดทุนสะสม 102.26 ล้านบาท (งบครึ่งปีสิ้นสุด 31 ธ.ค. 20)
-“บลจ.เรนเนสซานซ์” มีขาดทุนสะสม 55.02 ล้านบาท
-“บลจ.ทาลิส” มีขาดทุนสะสม 8.83 ล้านบาท
-“บลจ.วี” มีขาดทุนสะสม 5.78 ล้านบาท
“บางบลจ.บริษัทแม่เองอาจไม่ได้ซีเรียสเรื่องผลประกอบการมากนัก สามารถใส่เงินเข้ามาให้ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายเพราะบริษัทแม่เองมีรายได้มากจากธุรกิจอื่นๆ เป็นต้น อย่างที่บอกขึ้นกับโมเดลธุรกิจของบริษัทด้วยเช่นกัน”
จะเห็นว่า...“บลจ.” เองยังถือเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งที่สำคัญที่สามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทแม่ในรูปของเงินปันผลได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่ม “บลจ.ลูกแบงก์” และ “บลจ.ต่างชาติ” จะเห็นภาพค่อนข้างชัดเจน
