รู้จัก “พันธบัตรทองคำ” ตราสารหนี้อิงราคาทอง ทางเลือกออมเงินสุดเก๋า ที่ได้ทั้งดอกเบี้ยและลุ้นราคา
เมื่อพูดถึง “ทองคำ” หลายคนมักนึกถึงการซื้อทองแท่งเก็บไว้ในตู้เซฟเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ แต่ข้อเสียคือการถือทองคำแท่งเฉย ๆ จะไม่สร้างกระแสเงินสดหรือดอกเบี้ยใด ๆ กลับกัน หากพูดถึง "พันธบัตรรัฐบาล" เราจะได้ดอกเบี้ยสม่ำเสมอแต่ก็หมดสิทธิ์ลุ้นผลตอบแทนเติบโตสูง ๆ แบบทองคำ จะดีแค่ไหนถ้ามีเครื่องมือทางการเงินที่รวมข้อดีของทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน นั่นคือกลไกของ “พันธบัตรทองคำ” (Sovereign Gold Bond : SGB) ไฮบริดผลิตภัณฑ์ออมเงินที่ช่วยให้ถือทองคำได้โดยได้รับดอกเบี้ยควบคู่ไปด้วย
พันธบัตรทองคำ (SGB) คืออะไร?
พันธบัตรทองคำ คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล โดยมีมูลค่าเงินต้นและผลตอบแทนผูกอยู่กับราคาทองคำแท่งในตลาด สิ่งที่ทำให้พันธบัตรชนิดนี้แตกต่างจากพันธบัตรทั่วไป คือ ผู้ถือพันธบัตรจะได้รับผลตอบแทน 2 ต่อ ได้แก่
- ต่อที่ 1: ดอกเบี้ยประจำ (Coupon Rate) จ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อปีตามเงื่อนไขที่กำหนดตลอดอายุสัญญา ทำให้ผู้ถือมีกระแสเงินสดรับสม่ำเสมอ
- ต่อที่ 2: ส่วนต่างราคาทองคำ (Capital Gain) เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน มูลค่าเงินต้นที่จะได้รับคืนจะคำนวณตามราคาทองคำ ณ ขณะนั้น ถ้าราคาปรับตัวสูงขึ้น ผู้ถือก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาทองคำเพิ่มขึ้นด้วย
จุดเด่นและความน่าสนใจที่นักลงทุนควรรู้
- ความน่าเชื่อถือสูง: ออกโดยรัฐบาล จึงแทบไม่มีความเสี่ยงเรื่องการเบี้ยวหนี้ (Default Risk)
- สร้าง Cash Flow จากทองคำ: ปิดจุดอ่อนของทองคำแท่งปกติที่ไม่มีดอกเบี้ย ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ประจำ
- ลดต้นทุนและความเสี่ยงในการเก็บรักษา: ไม่ต้องกังวลเรื่องการโดนลักทรัพย์ ไม่เสียค่าฝากตู้เซฟ และไม่มีค่าธรรมเนียมกำเหน็จเมื่อเทียบกับการซื้อทองแท่งจริง
อย่างไรก็ดี แม้จะมีจุดเด่นและความน่าสนใจมากแค่ไหน แต่การลงทุนใน “พันธบัตรทองคำ” ก็ยังมีความเสี่ยงที่ต้องระวังเช่นเดียวกับการลงทุนอื่น ๆ เช่นกัน นั่นคือความเสี่ยงจาก
- ความผันผวนของราคาทองคำ: หากวันไถ่ถอนราคาทองคำในตลาดปรับตัวลดลงกว่าวันที่ซื้อ มูลค่าเงินต้นที่ได้รับคืนก็อาจลดลงตามไปด้วย
- สภาพคล่อง: หากต้องการขายก่อนกำหนดในตลาดรองอาจทำได้ไม่สะดวกนัก
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ไทยเคยมี “พันธบัตรทองคำ”
หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นนวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่ แต่ในความจริง ประเทศไทยเคยมีการออกพันธบัตรทองคำมาแล้วในปี พ.ศ. 2485 ในสมัยรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
- ทำเพื่ออะไร: ในช่วงเวลานั้น ประเทศไทยเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในธนบัตรกระดาษ รัฐบาลจึงแก้เกมด้วยการออก “พันธบัตรทองคำ” มูลค่า 30 ล้านบาท เพื่อระดมเงินทุนเข้าคลัง โดยกำหนดรับชำระเงินและไถ่ถอนคืนเป็นทองคำแท่งบริสุทธิ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชน
- ทำไมถึงไม่มีต่อ: สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยไม่ได้ออกพันธบัตรทองคำอีกหลังจากนั้น เกิดจาก ความเสถียรภาพของระบบเงินบาทที่กลับมามั่นคง หลังผ่านพ้นช่วงสงคราม ประกอบกับกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยมีช่องทางการบริหารหนี้และระดมทุนผ่าน “พันธบัตรรัฐบาลอิงสกุลเงินปกติ” ที่บริหารจัดการง่ายกว่ามาก เพราะการออกพันธบัตรอิงทองคำทำให้รัฐบาลต้องแบกรับความเสี่ยงด้านภาระการชำระหนี้ตามความผันผวนของราคาทองคำในตลาดโลกโดยไม่จำเป็น
แล้วปัจจุบันประเทศไหนบ้างที่ยังใช้อยู่?
แม้ไทยจะหยุดใช้นวัตกรรมนี้ไปแล้ว แต่ในต่างประเทศ “พันธบัตรทองคำ” ยังเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเงินมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะ 2 ประเทศนี้
- อินเดีย: ถือเป็นต้นแบบยุคใหม่ด้วยโครงการ Sovereign Gold Bond Scheme (SGB) ออกโดยธนาคารกลางอินเดีย (RBI) เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการซื้อทองคำแท่งจริงจากต่างประเทศ (ซึ่งช่วยลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศ) โดยผู้ถือจะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 50% ต่อปี พร้อมได้รับการยกเว้นภาษี Capital Gain หากถือจนครบกำหนด 8 ปี
- ตุรกี: รัฐบาลออกพันธบัตรอิงราคาทองคำ (Gold-backed Bonds) เพื่อดึงทองคำที่ประชาชนนิยมเก็บไว้ที่บ้าน (Under-the-mattress Gold) ให้กลับเข้ามาอยู่ในระบบธนาคาร นำมาใช้พยุงเสถียรภาพค่าเงินลีราและเสริมสร้างสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ
แม้ในปัจจุบันนักลงทุนไทยจะยังไม่มี “พันธบัตรทองคำ” ที่ออกโดยรัฐบาลไทยให้เลือกลงทุนโดยตรง แต่นวัตกรรมนี้ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนว่า ในโลกการลงทุน การเข้าใจกลไกของตราสารหนี้ที่นำ Asset-backed มาประยุกต์ใช้ จะช่วยเพิ่มมิติในการบริหารความเสี่ยง และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการจัดพอร์ตให้รับมือกับทุกสภาวะเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม

