ทำความรู้จัก AWR พอร์ต 5 ทรัพย์สินคุณภาพ จาก AWC
เมื่อพูดถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ภาพที่คุ้นเคยอาจเป็นการถือครองอาคาร ที่ดิน หรือโครงการขนาดใหญ่ แต่สำหรับ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เอดับเบิ้ลยูซี ไลฟ์สไตล์ พร๊อพเพอร์ตีส์ (AWC Lifestyle Property Real Estate Investment Trust) หรือ AWR แนวคิดสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ผ่านการพัฒนาและสร้างรายได้แล้ว โดยมี บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์อยู่เบื้องหลัง
โมเดลของ AWC วางบทบาทเป็น “Development Engine” ตั้งแต่การเลือกทำเล ออกแบบ ลงทุนพัฒนา ก่อสร้าง และสรรหาพันธมิตร จนโครงการสามารถสร้างรายได้ ขณะที่ AWR มุ่งลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่พัฒนาแล้วและมีศักยภาพสร้างกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง โดย AWR มีมูลค่าการลงทุนเริ่มต้นไม่เกิน 51,388 ล้านบาท
หัวใจของโมเดลนี้จึงอยู่ที่การเชื่อมการพัฒนาเข้ากับการถือครองสินทรัพย์ ผ่าน 3 กลไก ได้แก่ Performance Growth การเติบโตจากผลการดำเนินงาน, Appreciation Growth การเพิ่มขึ้นของมูลค่าทรัพย์สินจากการถือกรรมสิทธิ์ Freehold และ Acquisition Growth การขยายพอร์ตผ่านการลงทุนในสินทรัพย์เพิ่มเติม
สำหรับพอร์ตเริ่มต้น AWR เลือกสินทรัพย์ Freehold 5 แห่งที่มีลักษณะธุรกิจแตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมคือเป็นสินทรัพย์คุณภาพในทำเลศักยภาพ ครอบคลุมทั้ง Commercial ในกรุงเทพฯ และ Hospitality ในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวสำคัญของไทย

5 ทรัพย์สินที่อยู่ในพอร์ตเริ่มต้นของ AWR
1.ดิ เอ็มไพร์ (The Empire)
เริ่มจากสินทรัพย์ฝั่ง Commercial อย่าง “ดิ เอ็มไพร์” แลนด์มาร์กอาคารสูง 58 ชั้นใจกลางย่านสาทร ซึ่งผสานอาคารสำนักงานเกรดเอเข้ากับธุรกิจอาหาร ไลฟ์สไตล์ และเวลเนสไว้ในจุดหมายเดียว
The Empire มีพื้นที่เช่าสุทธิ 158,021 ตารางเมตร และมีผู้เช่าคุณภาพกว่า 200 รายจากหลากหลายอุตสาหกรรม ที่สำคัญคือมีอัตราการต่อสัญญาของผู้เช่าสูงถึง 99% สะท้อนความแข็งแกร่งของฐานรายได้ค่าเช่าในระยะยาว
ภายในยังมี EA จุดหมายด้านอาหารและเวลเนส รวมถึง EA Rooftop at The Empire และ EA Wellness Club ตลอดจน The Empire Residence ซึ่งเป็น Co-Living Space แห่งแรกของประเทศไทย และเชื่อมโยงเป็น Free Facility สำหรับผู้เช่าและคอมมูนิตี้กว่า 25,000 คนต่อวัน
นอกจากนี้ The Empire ยังได้รับมาตรฐานอาคารระดับสากลทั้ง LEED Gold, WELL Core Platinum และ Fitwel 2 Star พร้อมให้ความสำคัญกับคุณภาพอากาศและการบริหารจัดการพลังงาน ซึ่งช่วยสนับสนุนการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว

2.บันยันทรี เกาะสมุย (Banyan Tree Koh Samui)
จากอาคาร Commercial มาสู่ Hospitality กับ “บันยันทรี เกาะสมุย” รีสอร์ตเวลเนสระดับอัลตราลักชัวรี ประกอบด้วยพูลวิลล่าส่วนตัว 88 หลัง ตั้งอยู่บนทำเลริมชายหาดที่มีความโดดเด่นของเกาะสมุย พร้อมวิวอ่าวแบบพาโนรามาและชายหาดส่วนตัว
รีสอร์ตได้รับรางวัล 2 MICHELIN Keys สะท้อนมาตรฐานการบริการและคุณภาพของสินทรัพย์ระดับสากล ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ก็สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมี RevPAR CAGR 9.6% และ EBITDA CAGR 11%
จุดเด่นจึงอยู่ที่การผสานสินทรัพย์ระดับอัลตราลักชัวรีเข้ากับตลาดเวลเนส และฐานผลการดำเนินงานที่เติบโตต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน

3.บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท (Banyan Tree Krabi)
อีกหนึ่งสินทรัพย์ Hospitality ในกลุ่มเวลเนส คือ “บันยันทรี กระบี่ รีสอร์ท” รีสอร์ตลักชัวรีบนหาดทับแขก ริมชายฝั่งทะเลอันดามัน ประกอบด้วยห้องสวีทและวิลล่าวิวทะเล 72 ห้อง โดยทุกห้องมีสระว่ายน้ำส่วนตัว
ทำเลของรีสอร์ตโอบล้อมด้วยผืนป่าและพื้นที่บริเวณเชิงเขาหงอนนาคและอุทยานแห่งชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเวลเนส ไฮโดรเทอราพี และร้านอาหารระดับสากล รวมถึงได้รับรางวัล 2 MICHELIN Keys
ที่น่าสนใจคือผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดย RevPAR เติบโตเฉลี่ย 12.9% ต่อปี และ EBITDA เติบโตเฉลี่ย 21.7% ต่อปี สะท้อนทั้งศักยภาพของทำเลและการเติบโตของธุรกิจรีสอร์ต

4.มีเลีย เกาะสมุย (Meliá Koh Samui)
ขยับมาที่ “มีเลีย เกาะสมุย” รีสอร์ตลักชัวรีริมชายหาดเชิงมน ขนาด 200 ห้องพัก ภายใต้การบริหารของ Meliá แบรนด์โรงแรมระดับโลก ซึ่งช่วยเปิดทางสู่กลุ่มนักเดินทางคุณภาพและกลุ่มครอบครัวจากทั่วโลก
รีสอร์ตมีจุดเด่นตั้งแต่ Boat Suites ที่สร้างจากเรือไม้สักแบบดั้งเดิม ไปจนถึงสระลากูนที่ทอดยาวทั่วพื้นที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบให้รองรับนักท่องเที่ยวหลายเจนเนอเรชั่น
ขณะที่ตัวเลขผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาโดดเด่นเช่นกัน โดยมี RevPAR CAGR 23.5% และ EBITDA CAGR 22.7% สะท้อนศักยภาพในการเติบโตของรายได้และผลการดำเนินงาน

5.พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา (Pattaya Marriott Resort and Spa)
ปิดท้ายด้วย “พัทยา แมริออท รีสอร์ต แอนด์ สปา” รีสอร์ตริมชายหาดจอมเทียนขนาด 287 ห้องพัก ภายใต้แบรนด์ Marriott ซึ่งได้รับการ Repositioning เพื่อรองรับกลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน
รีสอร์ตโดดเด่นด้วย Waterplay และกิจกรรมทางน้ำริมชายหาดส่วนตัว รวมถึงประสบการณ์ด้านอาหารจาก Goji Kitchen+Bar ขณะเดียวกันยังได้รับแรงสนับสนุนจากฐานลูกค้า Marriott Bonvoy กว่า 300 ล้านรายทั่วโลก ซึ่งช่วยสร้างดีมานด์จากนักท่องเที่ยวคุณภาพ
หลังเปิดดำเนินงานเพียง 1 ปี RevPAR ของรีสอร์ตเติบโตถึง 150% สะท้อนการตอบรับของตลาดและศักยภาพของสินทรัพย์หลังการ Repositioning

เมื่อมองทั้ง 5 แห่งรวมกัน จะเห็นว่าพอร์ตเริ่มต้นของ AWR ไม่ได้วางอยู่บนสินทรัพย์ประเภทเดียว แต่กระจายระหว่าง Commercial และ Hospitality พร้อมเลือกสินทรัพย์ที่มีจุดแข็งแตกต่างกัน ตั้งแต่ฐานรายได้ค่าเช่าของ The Empire ไปจนถึงศักยภาพการเติบโตของรีสอร์ตในสมุย กระบี่ และพัทยา
นี่จึงเป็นภาพของ AWR ในฐานะพอร์ต Freehold ที่นำสินทรัพย์ซึ่งมีทั้งฐานรายได้ ผลการดำเนินงาน และศักยภาพในการเติบโตมาอยู่ร่วมกัน ขณะที่ในระยะต่อไปยังมีโอกาสขยายพอร์ตจากสินทรัพย์ที่ AWC คัดเลือกไว้อีก 9 แห่ง รวมถึงโครงการในพอร์ต AWC ภายใต้สิทธิ ROFR และโอกาสจากสินทรัพย์คุณภาพในตลาด
ทั้งหมดนี้ทำให้การทำความรู้จัก AWR ไม่ได้จบเพียงว่า “กองนี้ถือทรัพย์สินอะไร?” แต่ต้องมองต่อไปถึงว่าแต่ละสินทรัพย์มีบทบาทอย่างไรในการสร้างรายได้และการเติบโตให้กับพอร์ตในระยะยาว
